ไคสแควร์

Posted on Updated on

ไคสแควร์ 

  ผู้วิจัย : ธีรเดช ฉายอรุณ ปี : 2542

หน่วยงาน : ปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาการวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ตอนที่ 2 การทดสอบสมมติฐานการวิจัย

สมมติฐานที่ 1 “รูปแบบการปรับตัวของพยาบาลวิชาชีพเข้าใหม่ เมื่อปฏิบัติงานครบ 2 เดือนมีความแตกต่างไปจากรูปแบบการปรับตัวเมื่อปฏิบัติงานครบ 6 เดือน” ในการทดสอบมติฐานดังกล่าว ผู้วิจัยได้จำแนกรูปแบบการปรับตัวออกเป็น 4 รูปแบบตามทฤษฎีของนิโคลสัน จากนั้นนำรูปแบบการปรับตัวทั้งสองช่วงเวลา มาจัดให้อยู่ในรูปของตารางไขว้ และทำการทดสอบด้วยสถิติไคสแควร์ (Chi-square test of independent) ผลการทดสอบสมมติฐานแสดงไว้ในตาราง 10

ตาราง 10 จำนวนกลุ่มตัวอย่าง จำแนกตามรูปแบบการปรับตัวเมื่อปฏิบัติงานครบ 2 เดือน และ 6 เดือน

รูปแบบการปรับตัวในระยะที่ 1

รูปแบบการปรับตัวในระยะที่ 2

รวม

การทำเหมือนที่
เคยปฏิบัติ

การทำตาม
แบบอย่าง

การเป็นผู้กำหนด
บทบาท

การเป็นผู้แสวงหา

การทำเหมือนที่เคยปฏิบัติ
การทำตามแบบอย่าง
การเป็นผู้กำหนดบทบาท
การเป็นผู้แสวงหา

34 (16.04)
8 (3.77)
8 (3.77)
5 (2.36)

12 (5.66)
15 (7.07)
5 (2.36)
14 (6.60)

11 (5.19)
8 (3.77)
21 (9.91)
9 (4.24)

6 (2.83)
8 (3.77)
13 (6.13)
35 (16.51)

63 (29.72)
39 (18.4)
47 (22.17)
63 (29.72

รวม

55 (25.94)

46 (21.70)

49 (23.11)

62 (29.25)

212 (100)

Chi-square = 77.66 ; df = 9 ; p = .000 ; Phi = .589


หมายเหตุ : ตัวเลขในวงเล็บหมายถึงค่าร้อยละ

จากตาราง 10 หากพิจารณาที่สัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างตามแนวทแยง (ขีดเส้นใต้) แล้วจะพบว่า สัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่มีรูปแบบการปรับตัวแบบเดิมจะมีจำนวนมากที่สุด เช่น รูปแบบการปรับตัวการเป็นผู้แสวงหา มีพยาบาลวิชาชีพที่คงมีรูปแบบการปรับตัวแบบเดิมในช่วงเวลาที่สองถึง 55.6% นอกจากนี้การทดสอบไคสแควร์ ยังพบว่ามีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าสถิติ Phi ซึ่งบ่งบอกปริมาณความสัมพันธ์ของตัวแปรมีค่าเท่ากับ .589 ซึ่งบ่งบอกว่า รูปแบบการปรับตัวเมื่อปฏิบัติงานครบ 2 เดือน และช่วงเวลาปฏิบัติงานครบ 6 เดือน มีความสัมพันธ์กัน พยาบาลวิชาชีพที่มีรูปแบบการปรับตัวแบบใดในระยะที่ 1 ก็มีแนวโน้มจะมีรูปแบบการปรับตัวแบบนั้นอีกในช่วงเวลาที่ 2 ผลการวิจัยจึงไม่สนับสนุนสมมติฐานการวิจัยข้อนี้


ตัวอย่างที่ 2

เรื่อง : ลักษณะของครูที่เอื้อต่อการพัฒนาชนบทตามความคิดเห็นของคณะกรรมการสภาตำบลในเขตรับผิดชอบของวิทยาลัยครูอุบลราชธานี

ผู้วิจัย : อนุศักดิ์ เกตุสิริ

ปี : 2526

หน่วยงาน : ปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาบริหารการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตอนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะของครูที่เอื้อต่อการพัฒนาชนบท

ตาราง 9 เปรียบเทียบความคิดเห็นของประธานกรรมการสภาตำบล พัฒนากร และเลขานุการสภาตำบลเกี่ยวกับลักษณะของครูที่เอื้อต่อการพัฒนาชนบทในด้านความรู้

ลักษณะของครูที่เอื้อต่อการพัฒนาชนบทในด้านความรู้

ประธานกรรมการ
สภาตำบล (n = 146)

พัฒนากร
(n = 130)

เลขานุการสภาตำบล
(n = 144)

Chi-square

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

1. สามารถอธิบายลักษณะความเชื่อ ศาสนาและระเบียบประเพณีของท้องถิ่นได้

มากที่สุด

มาก

ปานกลาง

น้อย

น้อยที่สุด

71
35
34
5

49.0
24.1
23.4
3.5

56
37
32
5

43.1
28.5
24.6
3.8

69
49
23
3

47.9
34.0
16.0
2.1

6.71

2. สามารถบอกสภาพภูมิศาสตร์ลักษณะของท้องถิ่นได้

มากที่สุด

มาก

ปานกลาง

น้อย

น้อยที่สุด

75
38
26
4
2

51.7
26.2
17.9
2.8
1.4

61
31
32
6

46.9
23.8
24.6
4.7

75
46
23

52.1
31.9
16.0

15.07

3. สามารถบอกแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่นได้

มากที่สุด

มาก

ปานกลาง

น้อย

น้อยที่สุด

72
35
30
5
3

49.7
24.1
20.7
3.4
2.1

52
37
33
6
2

40.0
28.5
25.4
4.6
1.5

70
46
27
1

48.6
31.9
18.8
0.7

11.38

4. สามารถเล่ารายละเอียดการทำมาหากินของประชาชนในท้องถิ่นได้

มากที่สุด

มาก

ปานกลาง

น้อย

น้อยที่สุด

70
41
27
4
3

48.3
28.3
18.6
2.8
2.0

58
35
29
8

44.6
26.9
22.3
6.2

75
48
19
2

52.1
33.3
13.2
1.4

15.64*

5. สามารถบอกสถานที่สำคัญในท้องถิ่น เช่น วัด โรงเรียน สถานีอนามัย ที่ทำการสภาตำบล ฯลฯ ได้

มากที่สุด

มาก

ปานกลาง

น้อย

น้อยที่สุด

92
28
19
6

63.4
19.3
13.1
4.2

82
26
21
1

63.1
20.0
16.2
0.7

95
33
16

66.0
22.9
11.1

10.25

6. สามารถบอกชื่อ สถานที่และบุคคลที่สามารถให้ความช่วยแก่ชุมชนได้ เมื่อชุมชนเกิดปัญหา

มากที่สุด

มาก

ปานกลาง

น้อย

น้อยที่สุด

66
49
26
2
2

45.6
33.5
17.9
1.5
1.5

53
41
33
3

40.8
31.5
25.4
2.3

65
62
14
3

45.1
43.1
9.7
2.1

17.08*

7. สามารถเขียนแผนและโครงการพัฒนาตำบลได้

มากที่สุด

มาก

ปานกลาง

น้อย

น้อยที่สุด

37
42
47
12
7

25.5
29.0
32.4
8.3
4.8

27
36
38
27
2

20.8
27.7
29.2
20.8
1.5

40
57
41
5
1

27.8
39.6
28.5
3.4
0.7

31.79**

8. ชี้แนะและอธิบายวิธีการในการพัฒนาตนเองและท้องถิ่นให้บุคคลอื่นเข้าใจได้

มากที่สุด

มาก

ปานกลาง

น้อย

น้อยที่สุด

48
41
46
7
3

33.1
28.3
31.7
4.8
2.1

38
38
38
16

29.2
29.2
29.2
12.4

45
67
30
2

31.3
46.5
20.8
1.4

32.18**

* p < .05
** p < .01

จากตารางที่ 9 จะเห็นว่า ประธานกรรมการสภาตำบล พัฒนากรและเลขานุการสภาตำบล มีความคิดเห็นเกี่ยวกับลักษณะของครูที่เอื้อต่อการพัฒนาชนบทในด้านความรู้ดังนี้

ข้อ 1 สามารถอธิบายลักษณะความเชื่อ ศาสนา และระเบียบประเพณีของท้องถิ่นได้ ปรากฏว่า ทั้งประธานกรรมการสภาตำบล พัฒนากรและเลขานุการสภาตำบลส่วนใหญ่ (ร้อยละ 44.0, 43.1 และ 47.9 ตามลำดับ) มีความคิดเห็นว่าครูควรจะมีลักษณะนี้มากที่สุด

เมื่อพิจารณาค่าความแตกต่างระหว่างความคิดเห็นของทั้ง 3 กลุ่ม ผลปรากฏว่าไม่มีความแตกต่างกัน

ข้อ 2 สามารถบอกสภาพภูมิศาสตร์ ลักษณะของท้องถิ่นได้ ปรากฏว่า ทั้งประธานกรรมการสภาตำบล พัฒนากร และเลขานุการสภาตำบล ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 51.7, 46.9 และ 52.1 ตามลำดับ) มีความคิดเห็นว่าครูควรจะมีลักษณะนี้มากที่สุด

เมื่อพิจารณาค่าความแตกต่างระหว่างความคิดเห็นของทั้ง 3 กลุ่ม ผลปรากฏว่าไม่มีความแตกต่างกัน

ข้อ 3 สามารถบอกแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่นได้ ปรากฏว่า ทั้งประธานกรรมการสภาตำบล พัฒนากร และเลขานุการสภาตำบล ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 49.7, 40.0 และ 48.6 ตามลำดับ) มีความคิดเห็นว่าครูควรมีลักษณะนี้มากที่สุด

เมื่อพิจารณาค่าความแตกต่างระหว่างความคิดเห็นของทั้ง 3 กลุ่ม ผลปรากฏว่าไม่มีความแตกต่างกัน

ข้อ 4 สามารถเล่ารายละเอียดการทำมาหากินของประชาชนในท้องถิ่นได้ ปรากฏว่า ทั้งประธานกรรมการสภาตำบล พัฒนากร และเลขานุการสภาตำบล ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 48.3, 44.6 และ 52.1 ตามลำดับ) มีความคิดเห็นว่าครูควรมีลักษณะนี้มากที่สุด

เมื่อพิจารณาค่าความแตกต่างระหว่างความคิดเห็นของทั้ง 3 กลุ่ม ผลปรากฏว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05

ข้อ 5 สามารถบอกสถานที่สำคัญในท้องถิ่นเช่น วัด โรงเรียน สถานีอนามัย ที่ทำการสภาตำบล ฯลฯ ได้ ปรากฏว่า ทั้งประธานกรรมการสภาตำบล พัฒนากร และเลขานุการสภาตำบล ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 63.4, 63.1 และ 66.0 ตามลำดับ) มีความคิดเห็นว่าครูควรมีลักษณะนี้มากที่สุด

เมื่อพิจารณาค่าความแตกต่างระหว่างความคิดเห็นของทั้ง 3 กลุ่ม ผลปรากฏว่าไม่มีความแตกต่างกัน

ข้อ 6 สามารถบอกชื่อ สถานที่ และบุคคลที่สามารถให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชนได้เมื่อชุมชนเกิดปัญหา ปรากฏว่า ทั้งประธานกรรมการสภาตำบล พัฒนากร และเลขานุการสภาตำบล ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 45.6, 40.8 และ 45.1 ตามลำดับ) มีความคิดเห็นว่าครูควรมีลักษณะนี้มากที่สุด

เมื่อพิจารณาค่าความแตกต่างระหว่างความคิดเห็นของทั้ง 3 กลุ่ม ผลปรากฏว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05

ข้อ 7 สามารถเขียนแผนและโครงการพัฒนาตำบลได้ ปรากฏว่า ทั้งประธานกรรมการสภาตำบล พัฒนากร ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 32.4 และ 29.2 ตามลำดับ) มีความคิดเห็นว่าครูควรมีลักษณะนี้ในระดับปานกลาง ส่วนเลขานุการสภาตำบลส่วนใหญ่ (ร้อยละ 39.6) มีความคิดเห็นว่าครูควรจะมีลักษณะนี้มาก

เมื่อพิจารณาค่าความแตกต่างระหว่างความคิดเห็นของทั้ง 3 กลุ่ม ผลปรากฏว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01

ข้อ 8 ชี้แนะ อธิบายวิธีการในการพัฒนาตนเองและท้องถิ่นให้บุคคลอื่นเข้าใจได้ ปรากฏว่า ประธานกรรมการสภาตำบลส่วนใหญ่ (ร้อยละ 33.1) มีความคิดเห็นว่า ครูควรมีลักษณะนี้มากที่สุด สำหรับพัฒนากรส่วนใหญ่ (ร้อยละ 29.2) มีความคิดเห็นเท่า ๆ กันว่า ครูควรมีลักษณะนี้มากที่สุด มาก และปานกลาง ส่วนเลขานุการสภาตำบลส่วนใหญ่ (ร้อยละ 46.5) มีความคิดเห็นว่า ครูควรมีลักษณะนี้มาก

เมื่อพิจารณาค่าความแตกต่างระหว่างความคิดเห็นของทั้ง 3 กลุ่ม ปรากฏว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01

เมื่อพิจารณาโดยส่วนรวมเกี่ยวกับความคิดเห็นของประธานกรรมการสภาตำบล พัฒนากร และเลขานุการสภาตำบล ที่มีต่อลักษณะของครูที่เอื้อต่อการพัฒนาชนบทในด้านความรู้ ปรากฏว่า ประธานกรรมการสภาตำบลส่วนใหญ่ เห็นด้วยมากที่สุด 7 ใน 8 ลักษณะ พัฒนากรส่วนใหญ๋ เห็นด้วยมากที่สุด 7 ใน 8 ลักษณะ และเลขานุการสภาตำบลส่วนใหญ่ เห็นด้วยมากที่สุด 6 ใน 8 ลักษณะ เมื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างประชากรทั้ง 3 กลุ่มแล้ว พบว่าความคิดเห็นแตกต่างกัน 4 ใน 8 ลักษณะ จึงพอที่จะอนุมานได้ว่า ทั้งประธานกรรมการสภาตำบล พัฒนากร และเลขานุการสภาตำบล มีความคิดเห็นเกี่ยวกับลักษณะของครูที่เอื้อต่อการพัฒนาชนบทในด้านความรู้ไม่แตกต่างกัน จึงไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้


กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๕

 

เรื่อง : การศึกษาการปรับตัวในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพเข้าใหม่โดยใช้การสำรวจซ้ำสองช่วงเวลา