เรื่องของกล้วย

Posted on

เรื่องกล้วย กล้วย
มหัสจรรย์พันธุ์กล้วยในไทย
ความเป็นมาของกล้วย
 กล้วยเป็นพันธุ์ไม้ล้มลุกในสกุลพฤกษศาสตร์ชื่อ Musa ในวงศ์ Musaceae อันมีลักษณะใกล้เคียงกับวงศ์ของขิง ข่า ขมิ้น กล้วยเกิดได้เฉพาะในโลกตอนอากาศอบอุ่นชุ่มชื้น ตามธรรมชาติในเอเชีย

อาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(South East Asia)ภายหลังจึงแพร่สู่เอเชียส่วนอื่นที่มีภูมิอากาศที่เหมาะสมและเขตอบอุ่นชุ่มชื้นส่วนอื่นของโลก
กล้วยที่ปลูกไว้กินผล เป็นกล้วยแตกกอ สามารถพัฒนาเนื้อผลได้จากผนังรังไข่ของดอกตัวเมีย โดยไม่ต้องผสมเกสร ผลกล้วยที่ได้โดยทั่วไปจึงไม่มีเมล็ด กล้วยเป็นพันธุ์ไม้ถิ่นของเอเชียอาคเนย์แน่ๆและเป็นผลไม้เก่าแก่พอๆกับข้าว ซึ่งมีถิ่นแรกในภูมิภาคนี้เช่นกัน มีหลักฐานทางโบราณคดีบ่งว่ามีการเดินเรือค้าขายระหว่างเกาะชวากับแอฟริกาตะวันออก โดยเฉพาะเกาะมาดากัสการ์(Madaguscar)ตั้งแต่หลายร้อยปีก่อนคริสต์กาล สินค้าสำคัญจากชวาก็คือ กล้วยและข้าว หรือแม้แต่ในกรณีอินเดียซึ่งเป็นแหล่งผลิตกล้วยสำคัญทั้งในประวัติศาสตร์และปัจจุบัน (ผลิตกล้วยมากที่สุดในโลกประมาณปีละ 7 ล้านต้น) ก็ได้รับกล้วยป่าจากการเดินเรือค้าขายระหว่างอินเดียตอนใต้กับเอเชียอาคเนย์ตั้งแต่หลายร้อยปีมาแล้ว ต่อมาในภายหลังจึงได้พบว่าในถิ่อินเดียมีกล้วยตานีขึ้นเองตามธรรมชาติอยู่และเกิดการผสมพันธุ์กับกล้วยป่า พัฒนาพันธุ์ใหม่ๆขึ้น โดยผ่านการเดินทางค้าขายและการเคลื่อนย้ายของประชากรกล้วยจากเอเชียอาคเนย์ได้กระจายไปอย่างส่วนอื่นๆ ของทวี ทางเหนือคืออินเดียและจีนตามที่กล่าวแล้ว และทางใต้ สู่หมู่เกาะต่างๆ ในมหามุทรแปซิฟิก ดังนั้นคนเอเชียจึงได้รู้จักกินกล้วยเป็นอาหารและใช้ประโยชน์อย่างอื่นๆ มาแต่โบราณกาลแล้ว
ในอินเดียคัมภีร์คำสอนของศาสนาพุทธแะศาสนาเชน (Jainism มีมหาชัยวีระเป็นศาสดา เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นในยุคเดียวกับศาสนาพุทธ) สมัยประมาณ400ปีก่อนคริสต์กาลก็มีเอ่ยถึงกล้วย ยิ่งกว่านั้นยังมีบทบัญญัติให้ พระสงฆ์สามารถดื่มน้ำผลไม้รวมทั้งน้ำกล้วยได้ในเวลาหลังเพล ในหมู่ชนชาวทมิฬในอินเดียตอนใต้ เอกสารแต่ครั้งต้นคริสต์กาลก้ได้เอ่ยถึงกล้วยในฐานะผลไม้ยอดนิยม ในประเทศจีนแม้กล้วยจะแพร่หลาในจีนตอนใต้แต่สำหรับตอนเหนือแล้ว ยังเป็นผลไม้หายาก
จากเกาะชวา กล้วยได้เดินทางสู่แอริกาตะวันออกตั้งแต่สมัยก่อนคริสต์กาล นอกจากนั้นการเดินเรือค้าขายระหว่างอินเดียและอาหรับกับแอฟริกาตะวันออกก็เป็นการเดินทาางของกล้วยอีกโสดหนึ่ง จากฝั่งตะวันออกกล้วยจะแพร่ขยายสู่แอฟริกาตะวันตกอย่างไรและเมื่อไรนั้นไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน มารุ้แน่นอนอีกตอนหนึ่งก็เมื่อโปรตุเกสได้ค้นพบที่เกาะกีนี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแอฟริกาในศตวรรษที่แต่ครั้งก่อนคริสต์กาลเช่นเดียวกันที่กล้วยได้เดินทางไปพร้อมการค้าขายจากอินเดียสู่แดนอาหรับในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในอียิปต์และซีเรีย ที่ดินแดนอาหรับนี้ กล้วยคงเป็นที่นิยมแพร่หลายมาก ในคัมภีร์อัลกรอานของพระมะหะหมัด ถึงกับกล่าวว่ากล้วยเป็นต้นไม้สวรรค์ (paradisd tree) จากอาหรับ กล้วยได้เดินทางต่อสู่กรีกและโรมันสมัยก่อนคริสต์กาล แต่คงสดุดหยุดลงที่นั่น มิได้แพร่หลายไปในยุโรปจวบจนก่อนหน้าการค้นพบโลกใหม่ไม่นานในศตวรรษที่ 15 ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้น ยุคสมัยใหม่ของกล้วย
จากเกาะที่นี พ่อค้าชาวโปรตุเกสได้นำกล้วยพร้อมกับทาสชาวกีนีสู่หมู่เกาะคานารี(Canary Islands) และเกาะอื่นๆทางตะวันตกเฉียงเหนือของแอฟริกา ที่นี่ได้มีการปลูกกล้วยเป็นล้ำเป็นสัน ต่อมาเมื่อสเปนได้ครอบครองหมู่เกาะคานารีและต้องการขยายอาณานิคมในโลกใหม่อเมริกา กล้วยและทาสแอฟริกาจึงถูกนำส่งหมู่เกาะคาริบเบียน อันเป็นจุดเริ่มต้นของการปลูกกล้วยเป็นไร่ขนาดใหญ่เพื่อการส่งออก ที่สืบทอดมาถึงทุกวันนี้ในกลุ่มประเทศอเมริกากลางและอเมริกาใต้
กล้วยนับว่าเป็นผลไม้เศรษฐกิจของไทยที่สำคัญทีเดียว กล้วยนำออกจำหน่ายในตลาดโลกในรูปผลสด แปรรูปต่างๆนานา มีมูลค่ามหาศาลถึงกว่า 140 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ไม่นับรวมกล้วยที่จำหน่ายทั่วไปในประเทศ การปลูกกล้วยเป็นไม้ผลไม้ประดับจึงเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยกันรักษา และอนุรักษ์พันธุ์กล้วยแปลกๆไว้ได้
สายพันธุ์ต้นกล้วย
 ต้นไม้สายพันธุ์กล้วย แบ่งออกเป็นหลายสายมาก ต่ที่เห็นอยู่ทั่วไปในประเทศไทยแบ่งคร่าวๆ เป็นต้นกล้วยประดับ ต้นกล้วยป่าและต้นกล้วยบ้าน นอกจากนี้ต้นกล้วยยังแบ่งออกเป็นเผ่าตามลักษณะของต้นได้สองเผ่าคือ
 เผ่ากล้วยแตกกอ (Genus Musa) ลักษณะของกล้วยจะแทงหน่อแตกกอไปเรื่อยๆ ขยายพันธุ์ต้นกล้วยประเภทนี้ด้วยกอ เป็นไม้ล้มลุกอายุ 2-3 ปี บางชนิดกอกล้วยอายุยาวประมาณ20 ปี
 เผ่ากล้วยโทน (Genus Ensete) เป็นต้นกล้วยที่มีลำต้นเดี่ยว ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดต้นมักตายเมื่อให้เมล็ดเรียบร้อยแล้ว อายุ 2 ปีขึ้นไป ได้แก่กล้วยป่าต่างๆ เช่น กล้วยนวล กล้วยผา กล้วยเข็ม กล้วยเถื่อน เป็นต้น
กล้วยมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประกอบด้วยประเทศไทย ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม ประเทศมาลาเซีย ประเทศอินโดนีเซียต่อมาได้มีการนำกล้วยไปปลูกยังประเทศต่างๆ มีการผสมพันธุ์ใหม่ขึ้นมา ทั้งโดยธรรมชาติและโดยมนุษย์ ปัจจุบันนี้กล้วยกลายเป็นพืชเศรษฐกิจ มีการปลูกมากมาย นำไปค้าขายทั้งในประเทศและส่งออกนอกประเทศ แหล่งผลิตกล้วยที่สำคัยของโลกได้แก่ ประเทศกัวเตมาเลีย ประเทศเม็กซิโก ประเทศคอสตาริกา ประเทศฮอนดูรัส ประเทศปานามา สาธารณรัฐเอกวาดอร์ ประเทศโคลัมเบีย ประเทศจาไมก้า ประเทศบราซิล ประเทศแคเมอรูน เกาะมาไดรา ประเทศไต้หวัน และประเทศไทย
สายพันธุ์ทางวิทยาศาสตร์
กล้วย
(Musa spp.)
กล้วยที่กินผล ชื่อสามัญ banana และ Plantain
วงศ์ Musaceae
 ชนิดของกล้วยปลูกหรือกล้วยกินได้ เกิดมาจากกล้วยป่า 2 สปีชีส์ (species) คือ Musa acuminata Colla และ Musa balbisiana Colla การจำแนกของกล้วยกินได้ในประเทศไทยใช้วิธีของ Simmonds & Shepherd และการนับจำนวนของโครโมโซม (chromosome) โดยใช้การไห้คะแนนเพื่อเป็นการบ่งชี้ถึงความสำคัญของกล้วยป่าที่เป็นบรรพบุรุษทั้งสองชนิด จากลักษณะภายนอก 15 ลักษณะคือ สีของกาบใบ ร่องของกาบใบ ก้านช่อดอก ก้านดอก ไข่ (Ovule) ไหล่ของกาบปลี ก้านม้วนของกาบปลี รูปร่างของกาบปลี กลีบของดอกตัวผู้ สีของดอกตัวผู้ สีของดอกตัวเมีย สีของกาบปลี ระหว่างกล้วยป่า Musa acuminata กับกล้วยตานี Musa balbisiana นำมาจำแนกจากยีนซึ่งเรียกว่ายีโนม (ganome)
กล้วยป่า Musa acuminata มียีโนม (genome) เป็น AA
กล้วยตานี Muse balbisiana มียีโนม (genome)เป็น BB
กล้วยใน Eumusa Series แบ่งออกเป็นกลุ่มโดยดูจากจำนวนชุดของโครโมรโซมและยีโนมเป็นสำคัญ แบ่งออก เป็นกลุ่ม AA,AAA,AAAA,AB,AAB,ABB,ABBB,และ BBB
กลุ่ม AA(AA group)
เป็นกล้วยที่ปลูกกันแพร่หลาย มีรสหวาน ผิวบาง พบมากในประเทศปาปัวนิวกินีประเทศมาเลเซีย และประเทศไทย กล้วยที่พบในประทศไทยคือ กล้วยไข่ กล้วยเล็บมือนาง กล้วยน้ำนม กล้วยน้ำไท กล้วยน้ำน้ำจันทร์ กล้วยสา
กลุ่ม AAA(AAA group)
มีถิ่นกำเนิดจากประเทศมาเลเซีย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กรอสมิเชล (Gros Michel) คาแวนดิช (Cavendish) และกล้วยคลั่ง กล้วยนาก
กลุ่มกรอส มิเชล มีลักษณะเครือใหญ่ ผลใหญ่ ได้แก่ กล้วยหอมทอง
กลุ่มคาแวนดิช ลักษณะเครือและผลอยู่สูงและบางชนิดอยู่เตี้ย ได้แก่ กล้วยหอมเขียว กล้วยหอมเขียวค่อม กล้วยหอมค่อม
กลุ่มกล้วยคลั่ง กล้วยนาก กล้วยกุ้ง ลักษณะผลมีสีแดงอมม่วง
กลุ่ม AB (AB group)
มีถิ่นกำเนิดแถบประเทศอินเดีย กล้วยชนิดนไม่มีทั่วไปในเมืองไทย
กลุ่ม AAAA (AAAA group)
มีถิ่นกำเนิดแถบอินเดียตะวันตก กล้วยชนิดนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่ปาปัวนิวกินีและเกิดจากการผสมพันธุ์โดยมนุษย์
กลุ่ม AAB (AAB group)
มีถิ่นกำเนิดแถบอินเดียและมาเลเซียตะวันออก กล้วยในกลุ่มนี้มีอยู่หลายชนิดได้แก่ กล้วยกล้าย กล้วยนมสวรรค์ กล้วยลังกา กล้วยร้อยหวี กล้วยไข่โบราณ กล้วยนมสาว กล้วยขม กล้วยงาช้างและกล้วยนิ้วจระเข้
กลุ่ม ABB (ABB group)
มีถิ่นกำเนิดอินเดียและมาเลเซีย ลักษณะเครือ มีผลไม่หนา ผลใหญ่มีเหลี่ยมเนื้อมีมาก เมื่อสุกก้านเครือยาวและห้อยลงได้แก่ กล้วยหักมุก และลักษณะผลเล็ก เมื่อสุกกินได้ ได้แก่ กล้วยน้ำว้า ในเมืองไทยมีการกลายพันธุ์ ทำให้เกิดกล้วยหลายชนิด เช่น กล้วยน้ำหว้าแดง กล้วยน้ำว้าแดง กล้วยน้ำหว้าค่อม กล้วยน้ำว้าไส้เหลือง
กลุ่ม ABBB (ABBB group)
พบมากในประเทศไทย พม่า ลักษณะของปลีหลุดหายไปหลังจากติดผลแล้วได้แก่ กล้วยเทพรส
กลุ่ม BBB (BBB group)
ได้แก่ กล้วยเล็บช้างกุด
การจำแนกชนิดของกล้วย
กล้วยจัดอยู่ใน family Musceae ใน Oder Scitamineae หรือ Zngiberales ประกอบด้วย 8แฟมิลี่ (family) คือ
1. cannaceae ได้แก่ พุทธรักษา
2. Strelitziaceae ได้แก่ ปักษาสวรรค์ กล้วยพัด
3. Heliconiaceae ได้แก่ ธรรมรักษา ก้ามกุ้ง
4. Lowiaceae ได้แก่ (ไม่พบในประเทศไทย)
5. Costaceae ได้แก่ เอื้องหมายนา
6. Zingiberaceae ได้แก่ ขิงข่า ขมิ้น กระเจียว ปทุมมา
7. Marantaceae ได้แก่ คล้า สาคู สาคูด่าง แววมยุรา
8. Musaceae ได้แก่ กล้วยและกล้วยผา
Musaceae เป็น family ที่ใหญ่ที่สุดแบ่งออกเป็นสองเผ่าคือ
1. กล้วยที่แตกกอและแตกหน่อ (Musa)
2. กล้วยโทนที่ไม่แตกกอ (Ensete)
กล้วยแตกกอ(Musa) แบ่งออกเป็น5พวกคือ
1. Australimusa พบมากแถบควีนส์แลนด์ถึงฟิลิปปินส์ ใช้ประโยชน์จากเส้นใยและผล นำมาทำเชือก ทอผ้าและกินผล
2. Callimusa พบมากแถบอินโดจีน และอินโดนีเซีย เป็นไม้ประดับ เช่นกล้วยกัทลี กล้วยบัวชมพู่
3.Eumusa พบมากในอินเดียใต้ หมุ่เกาะซามัว เป็นกล้วยทีกิได้ และนำเส้นใยมาทำประโยชน์
4.Rhodochlamys พบมากแถบอินเดีย และอินโดนิเซีย เป็นไม้ประดับ
5. Ingentimusa พบมากแถบปาปัวนิวกีนีในที่สูง 1000 – 2100 เมตร เป็นไม้ประดับ
ชื่อทางวิทยาศาสตร์
1.กล้วยกล้าย
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Musa paradisirca,Linn.
(acuminata x dalbiaiana)
ช่ออื่นๆกล้วยโกก,กล้วยหมอนทอง,กล้วยโคก
2.กล้วยกัทลี
ชื่อวิทยาศาสตร์ Musauranoscopos Lour.
ชื่ทอื่นๆ กล้วยแดง
3.กล้วยขม
ชื่อวิทยาศาสตร์ Musa (AAB group)กล้วยกินได้ลูกผสม
(acuminata x balbisiana)
ชื่ออื่นๆกล้วยขมเบา,กล้วยทองคอคด
4.กล้วยไข่
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Musa sapientum}Linn.
Musa(AA group) กล้วยกินได้ (acuminata cultivars)
ชื่ออื่นๆ เจ็กบอง(สุรินทร์),กล้วยกระ,กล้วยกำแพงเพรช,ไข่พัทลุง,ไข่แท้
5.กล้วยไข่โบราณ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Musa (AAB group) กล้วยกินได้ลูกผสม
(acuminata x balbisiana)
ชื่ออื่นๆ กล้วยอีต๋อ กล้วยไข่ชานุมาน
6.กล้วยไข่พระตะบอง
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Mus (AAA group) กล้วยกินได้
(acuminata cultivars)
ชื่ออื่นๆกล้วยไข่บอง,กล้วยเจ็กบอง,กล้วยไข่สีนวล,กล้วยไข่โนนสูง
7.กล้วยเข็ม
ชื่อวิทยาศาสตร์ Musa nagensium,Prain.
ชื่ออื่นๆ –
8.กล้วยคลั่ง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Musa (AAA group)กล้วยกินได้
(acuminata cultivars)
ชื่ออื่นๆ กล้วยน้ำคลั่ง,กล้วยข้าวกล่ำ
9.กล้วยงาช้าง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Musa chiliocapa,Linn.(Hom Plantain0
Musa (AAB group) กล้วยกินได้ลูกผสม
(acuminata x balbisiana)
ชื่ออื่นๆ กล้วยยักษ์
10.กล้วยแดง
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Musa itinerans,Colla.
ชื่ออื่นๆ กล้วยหก
ฯลฯ

ประโยชน์จากกล้วย
 กล้วยมีประโยชน์มากมาย ส่วนใหญ่แล้วจะรู้จักแต่การนำใบตองและผลกล้วยมาใช้เท่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วส่วนประกอบของกล้วยทุกส่วนสามารถนำมาทำประโยชน์ได้หลายอย่าง ส่วนประกอบของกล้วยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มีดังนี้
1.ใบตอง
2.ปลีกล้วย
3.หยวกกล้วย
4.ก้านกล้วย
5.ผลกล้วย
6.ต้นกล้วย

การใช้ประโยชน์จากใบตอง,ปลีกล้วยฯ
1.ใบตอง
ใบตองในสมัยก่อนนำมาห่ออาหารต่างๆ
 ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีการนำใบตองมาห่ออาหารจำพวกขนมไทย นอกจากจะนำมาห่อขนมแล้วปัจจุบันยังนำใบตองมาประดิษฐ์งานฝีมือต่างๆอีกด้วย เช่น นำมาพับเป็นกลีบกระทง นำมาเย็บถาดสารพัดประโยชน์ นำมาเย็บกระทงกรวยใช้ในพิธีต่างๆ นำมาทำบายศรีใช้ในพิธีต่างๆเช่นกัน ฯลฯ
2.ปลีกล้วย
 ปลีกล้วยใช้ในการทำอาหารได้มากมาย ได้แก่ การทำทอดปลีกล้วย ห่อหมกใส่ปลา ต้มจ้มพริก ต้มยำหัวปลี และอีกมากมาย

ประโยชน์จากหยวกกล้วยและก้านกล้วย
หยวกกล้วย
มีประโยชน์มากมายชาวบ้านนิยมนำมาแกง และนำมาทำเป็นอาหารสัตว์ เช่น หมู นอกจากนี้ยังมีการใช้หยวกกล้วยในงานศิลปต่างๆของไทยเรา
ก้านกล้วย
มีประโยชน์มากมายสมัยก่อนจะนำเอาก้านกล้วยไปตากให้แห้งแล้วนำมาทำดอกไม้ หรือฉีกนำมารัดของ

ประโยชน์จากผลกล้วยและต้นกล้วย
ผลกล้วย
 นิยมนำมาทำขนม และอาหาร ได้มากมายหลายอย่างการนำอามาทำขนมหวามใช้ได้ทั้งกล้วยสุก และกล้วยดิบ ที่นำกล้วยสุกมาทำขนมมีมากมาย กวนกล้วย กล้วยบวชชี ขนมกล้วย กล้วยทอด เป็นต้น ที่นำกล้วยดิบมาทำขนมมี การทำกล้วยฉาบ เป็นต้น
การนำมาทำอาหารนิยมเอากล้วยที่ดิบๆมาทำ ชอบทำมากกันที่สุดก็คือ แกงกล้วย
ต้นกล้วย
นำมาทำกันในสมัยก่อนนิยมนำเอาต้นกล้วยไปทำที่รองกระทงและปัจจุบันกัน

          คนไทยผูกพันกับผลไม้ชนิดนี้มาเนิ่นนาน “กล้วย” เป็นพืชอาหารสำคัญที่คนทั่วโรครู้จักและนิยมบริโภคกันอย่างมาก ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตมรสุมเป็นดินแดนแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งกำเนิดกล้วยที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก มีอยู่มากมายทั่วทุกภาค คนไทยนิยมกินกล้วย และรู้จักใช้ประโยชน์จากต้นกล้วยตั้งแต่ใบจรดราก ถ้านับเฉพาะกล้วยกินได้ไม่รวมกล้วยป่าเมืองไทยก็มีมากกว่า 60 ชนิด ยังไม่นับรวมชนิดที่คงเหลือเพียงชื่อ เช่น กล้วยกรัน กล้วยกราม คชสาร กล้วยนางเงย และกล้วยอีกหลายสายพันธุ์ ที่ไม่แน่ใจว่าสูญพันธุ์เสียหมดสิ้นหรือยัง
“กล้วย” อีกหนึ่งต้นไม้มหัศจรรย์ของโลก
          ชาวจีน ใช้น้ำคั้นจากรากแก้โรคคอหอยพอก
ชาวอินเดีย ใช้ทำยารักษาโรคกระเพาะและลำไส้
ชาวฟิลิปปินส์ ใช้กาบวางที่ลำตัวลดใข้ ใบใช้อังไฟ ประคบบริเวณที่เมือยลดอาการอักสบ
ชาวจีน ใช้ใบอ่อนแทนผ้าพันแผล
ชาวไทย ใช้น้ำคั้นกล้วยแก้โรคปวดฟัน ใช้รักษาโรคขัดเบา
“กล้วย” ประโยชน์จากรากจรดใบ
          รากและลำต้นมีสารแนนิน บรรเทาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก รากกล้วยตีบต้มแก้ร้อนใน น้ำยางจากกาบช่วยให้หายปวดจากงูกัด ปลีบำรุงน้ำนมมารดา ปลีตากแห้งรักษาโรคโลหิตจาง เพราะอุมดมด้วยธาตุเหล็ก เปลือกกล้วยใช้ทาบริเวณยุงกัด หรือเป็นผื่นคัน ก้านกล้วยมีสารแทนนินใช้ห้ามเลือด ผลกล้วยมีสารแพคตินแก้ท้องผูก ช่วยเพิ่มกากอาหารในลำไส้
คุณค่าอาหารของกล้วย

          กล้วย 100 กรัมของน้ำหนักผลสุกใช้พลังงาน 125 – 140 กิโลแคลอรี่ มีไฟเบอร์ แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้า – แคโรทีนสูง วิตามินเอรวม ไทอามีน ไรโบฟลาวิน ไนอาซีน และวิตามินซี
          กล้วยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญทั้งในแง่ของการบริโภคและการแปลรูป นอกเหนือจากการบริโภคและนำมาใช้เป็นยาแล้ว ยังสามารถพัฒนาประดิษฐ์เป็นภาชนะของแต่งบ้านต่าง ๆ ได้อีกมาก เมืองไทยผลิตกล้วยได้ดี แต่ขาดการดูแลและเอาใจใส่ กระทั่งมีการสำรวจพันธุ์กล้วยในประเทศไทยพบว่า กว่า 100 สายพันธุ์ ได้สูญพันธ์ไปจากประเทศไทยแล้ว และบางสายพันธุ์ ถ้าไม่ได้รับการขยายพันธุ์เพิ่ม เชื่อว่าคงจะสูญพันธุ์ในอีกไม่ช้า เรื่องกล้วย….คงไม่ใช่เรื่องกล้วย ๆ อีกต่อไป

กล้วยเป็นผลไม้คู่บ้านคนไทยมาเนิ่นนาน นอกจากจะปลูกง่ายโตเร็วแล้ว เหตุผลที่นิยมปลูกอาจเพราะประโยชน์จากต้นกล้วยที่สามารถนำมาใช้ได้ทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นลำต้นกล้วย กาบกล้วย ใบกล้วย ปลีกล้วย ส่วนผลกล้วยก็นำมากินและเเปรรูปทำอาหารได้หลายอย่าง ทั้งดิบทั้งสุก เรียกว่าใช้ได้ทุกส่วนจริงๆ
      
        ส่วนประโยชน์จากการกินกล้วยนั้นไม่ต้องพูดถึง มีมากมายแน่นอน เพราะกล้วยมีน้ำตาลธรรมชาติอยู่ถึง 3 ชนิดด้วยกัน คือกลูโคส ซูโครส และฟรุคโตสที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันที ทั้งยังเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตให้พลังงานสูง รวมทั้งยังมีวิตามินและเเร่ธาตุที่สำคัญมากมาย คนที่เป็นโรคโลหิตจางยิ่งต้องกินกล้วย เพราะในกล้วยมีธาตุเหล็กที่จะช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดเเดงได้ รวมทั้งยังมีวิตามินบี 6 ซึ่งจะช่วยบำรุงระบบประสาทของเราได้
      
        คนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารก็ควรกินกล้วยบ่อยๆ เพราะกล้วยช่วยปรับภาวะกรดเกินในกระเพาะอาหารให้กลับสู่ปกติ และช่วยเคลือบผิวกระเพาะอาหารลดการระคายเคืองจากโรคกระเพาะได้อีกด้วย แถมยังมีไฟเบอร์สูงกินแล้วท้องไม่ผูกอีกต่างหาก นอกจากนั้น กล้วยยังมีแร่ธาตุโปแทสเซียมสูงแต่มีเกลือต่ำ ทำให้เป็นผลไม้ที่คนเป็นโรคความดันสูงควรจะกิน เมื่อทราบเช่นนี้แล้วก็อย่ามองข้ามผลไม้ไทยที่แสนจะหาง่าย ราคาถูก แต่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมายอย่างกล้วยนะคะ

อาชีพชุมชน
ใยกล้วยมหัศจรรย์
คุณบรรยง นันทโรจนาพร อดีตนักธุรกิจใหญ่ที่เคยโลดแล่นในภาคธุรกิจของจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ค้นพบสัจธรรมของชีวิตหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อปี 2540 จำต้องยุติบทบาทของนักบริหารลง แต่เขาโชคดีที่มีผืนแผ่นดินอีก 300 ไร่ที่ซื้อเก็บเอาไว้ตั้งแต่ปี 2522 เป็นที่ชุบชีวิตใหม่ให้กับเขา และตัดสินใจเข้ามาอยู่ในบ้านสวนเป็นเวลา 4 ปีแล้ว ซึ่งตั้งอยู่ที่ 51 หมู่ 5 ต.ชะเมา อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช และพลิกฟื้นผืนดินด้วยความรู้ทางด้านการเกษตรบวกกับสมองของนักบริหารเอาชนะธรรมชาติได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
“ก่อนหน้าที่ซื้อดินผืนนี้ไม่เคยทราบมาก่อนว่ามันจะเป็นพื้นที่น้ำท่วมในช่วงหน้าน้ำ ชาวบ้านไม่เชื่อว่าตรงนี้จะปลูกพืชอะไรได้ แต่ผมก็ทำให้ชาวบ้านเห็นแล้วว่า ผมทำได้” ในสวนเกษตรนครอินทร์คงได้เห็นพรรณไม้นานาชนิด ทั้งสวนมะนาวไร้เมล็ด แหล่งเพาะเห็ดโคนธรรมชาติ บ่อปลานานาพันธุ์ ที่สำคัญกุหลาบพันปีที่เคยเชื่อว่าเติบโตได้ในภูมิอากาศที่หนาวเย็นเท่านั้น แต่เขาสามารถเพาะพันธุ์และปลูกได้ในนครศรีธรรมราชซึ่งมีอากาศร้อนได้ นอกจากนี้ยังทดลองปลูกอินทผลัมและพืชอื่นๆ อีกมากมายหลายชนิด
นับตั้งแต่เขาเข้าไปอยู่ในสวนได้ใช้วิชาความรู้ทั้งในด้านการเกษตร ด้านการบริหาร และบทเรียนชีวิตของตนช่วยเหลือชุมชน จนกระทั่งได้รับเลือกเป็นประธานประชาคมหมู่บ้านหมู่ที่ 5 ต.ชะเมา และเพราะบทบาทนี้เขาจึงตระหนักถึงการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับชุมชน ครั้งแรกที่เขาเห็นต้นกล้วยจมน้ำตายและเน่าเสียกลายเป็นมลภาวะกับหนองน้ำ จึงคิดหาประโยชน์จากต้นกล้วยโดยไม่ปล่อยให้มันสูญเปล่าอีกต่อไป
“ฟองน้ำใยกล้วยเป็นสินค้าที่กำลังได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างดี เป็นสินค้าดาวเด่นที่ชาวต่างชาติต้องการมาก เนื่องจากว่าวิถีชีวิตของชาวต่างชาติตระหนักถึงความเป็นธรรมชาติ อะไรที่ทำจากธรรมชาติจะได้รับการตอบรับอย่างดี”
คัดแยกด้วยมือคน ซักล้างเส้นใย ต้มต้นกล้วยก่อนนำไปปั่น ตากให้แห้ง
จากภูมิปัญญาของผู้เฒ่าผู้แก่ที่ใช้เชือกกล้วยผูกมัดสิ่งของเครื่องใช้ เป็นตัวจุดประกายให้เขามองเห็นถึงความเหนียวของเส้นใยกล้วย ครั้งแรกของการทดลองทำผลิตภัณฑ์จากต้นกล้วย เขาทดลองทำกระดาษจากใยกล้วย แต่ไม่ประสบความสำเร็จทางด้านการตลาด ต่อมาก็พัฒนามาเป็น sponge (ฟองน้ำ) จากใยกล้วย เมื่อฟองน้ำประสบความสำเร็จก็จะพัฒนาไปสู่การทำเสื้อผ้าใยกล้วย (คล้ายเสื้อใยกันชงของทางภาคเหนือ) พัฒนาการสูงสุดของใยกล้วยที่เขาตั้งเป้าไว้คือ เสื้อเกราะกันกระสุนและเสื้นใยกล้วยคล้ายเสื้อเส้นใยสับปะรดของประเทศฟิลิปปินส์ ขณะนี้กำลังทำการวิจัยและทดลองร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (สวท.) กำลังรอผลในอนาคตอันใกล้นี้ หากประสบความสำเร็จเชื่อว่าคนในชุมชนอำเภอปากพนังจะหน้าชื่นได้จากการปลูกต้นกล้วย
นอกจากนี้เขาได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ออกแบบโรงงานที่ได้มาตรฐานการส่งออกตามของ สสวช. เพราะเอเยนต์จากต่างประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เนื่องจากสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบจากธรรมชาติจะไม่มีไม้เป็นส่วนประกอบเลย ต้องประกอบด้วยอลูมิเนียม ซึ่งทางมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ออกแบบแบบให้เปล่า แต่การลงทุนเป็นของ หสน.พฤกษาทิพย์ ซึ่งเขาจดทะเบียนเพื่อให้ หสน. ทำหน้าที่เป็นผู้จำหน่ายและทำการตลาดของสินค้าตรา Centella ทุกตัว อันประกอบด้วย สบู่ผลิตจากสารสกัดจากพญายอ ขมิ้นสด ใบบัวบก, แชมพูปลูกผมมีส่วนผสมของโฮร์โมนที่สกัดจากผลไม้และสมุนไพร และน้ำมันต่อต้านเชื้อราที่ผลิตจากสารสกัดจากเปลือกมะนาว เป็นต้น ส่วนการผลิตเป็นไปในรูปกลุ่มสมาชิก
“ฟองน้ำใยกล้วยเป็นสินค้าที่กำลังได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างดี เป็นสินค้าดาวเด่นที่ชาวต่างชาติต้องการมาก เนื่องจากว่าวิถีชีวิตของชาวต่างชาติตระหนักถึงความเป็นธรรมชาติ อะไรที่ทำจากธรรมชาติจะได้รับการตอบรับอย่างดี นอกจากนี้เราไม่มีคู่แข่ง จุดเด่นของฟองน้ำใยกล้วยคือ ในขั้นตอนการผลิตเราแช่ใยกล้วยในน้ำส้มสายชู 5% เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อราแม้จะวางฟองน้ำไว้ในที่อับชื้น เพราะฉะนั้นฟองน้ำใยกล้วยจะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานเกือบครึ่งปีเมื่อเทียบกับฟองน้ำที่ทำจากวัตถุดิบชนิดอื่น ที่เป็นเชื้อราก่อนทั้งที่ใช้ไปได้ไม่นาน ใยกล้วยเมื่อโดนน้ำจะนุ่ม หนืดขัดเซลล์ที่ตายแล้วออกได้อย่างหมดจดด้วย”
ในแง่ของการผลิต ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ใยกล้วยมีสมาชิกที่อยู่ในหมู่ 5 กว่า 165 คน ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงธุรกิจกันในด้านจำหน่ายต้นกล้วยให้กับเขาในราคากิโลกรัมละ 15 บาท (เส้นใย 1 ก.ก.ได้ฟองน้ำ 1 ชิ้นครึ่ง) นอกจากนี้ยังรับทำแพ็จเก็จจิ้งและรับคัดแยกเส้นใยกล้วย ซึ่งต้องใช้ความละเอียดอ่อนในการคัด เพราะเส้นใยกล้วยเมื่อดึงออกมาแล้วจะคล้ายเส้นไหม สีเหลืองทองสวยงาม มีความเหนียวทน ส่วนนี้เป็นรายได้เสริมให้กับชาวบ้าน หากมีคำสั่งซื้อของพ่อค้าเข้ามาจำนวนมากก็จะเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้านเป็นเงาตามตัว ปัจจุบันเขาต้องผลิตให้ได้มากกว่า 1,000 ชิ้นต่อวัน เพื่อให้เพียงพอกับใบสั่งซื้อจากห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้ออย่าง 7eleven ที่มีความต้องการถึง 200,000 ชิ้น
จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ ฟองน้ำใยกล้วยเป็นสินค้าแฮนด์เมด ไม่ใช้เครื่องจักรกล ซึ่งเขาตั้งใจดำรงการผลิตแบบนี้ไว้ เพราะส่วนหนึ่งตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ และที่สำคัญคือเป็นการสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน คาดว่าจะขยายงานไปสู่หมู่บ้านและตำบลอื่นในอำเภอปากพนัง และ ฟองน้ำใยกล้วยเป็นสินค้าที่จดสิทธิบัตรไว้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ใช้ตรายี่ห้อว่า Centella (เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ของใบบัวบก) และกำลังจะเป็นสินค้าส่งออกรายแรกในเร็วๆ นี้

คนไทยรู้จัก “กล้วย” ผลไม้
คู่บ้านคู่เมืองมาช้านาน
เกิดมาฟันน้ำนมยังไม่ทันขึ้น ก็ได้ลิ้มรส “กล้วย” บดผสมนม ข้าวต้ม สูตรใครก็สูตรมัน…
กล้วย เป็นพืชอาหาร
สำคัญ อันดับ 4 ที่คนทั้งโลกรู้จักและบริโภคมากที่สุด และเป็นผลไม้ มิใช่พืชไร่อย่างพืชอาหารสำคัญ 3 อันดับคือ ข้าวเจ้า ข้าวสาลี และนม
ผลไม้รูปโค้ง เปลือก สีทอง เนื้อนุ่มหวาน เป็นต้นไม้มหัศจรรย์ พืชเมืองร้อน ที่คนเมืองหนาวนิยมกันนัก  ที่ญี่ปุ่น ปลูกกล้วยไม่ได้ แต่ชาวเมืองปลาดิบนิยมกินกล้วยมาก นำเข้ากล้วยปีละประมาณ 1 ล้านล้านตันประเทศไทย ตั้งอยู่ในเขตมรสุม เป็นแหล่งกำเนิดกล้วยที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ถ้า
นับเฉพาะกล้วยกินได้ ไม่รวมกล้วยป่า เมืองไทย ก็มีมากกว่า 60 ชนิด ยังไม่นับชนิดที่เหลือเพียงชื่อ เช่น กล้วยกรัน กล้วยกรามคชสาร กล้วยนางเงย และกล้วยอีกหลาย สายพันธุ์ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์ไม่แน่ใจว่า สูญพันธุ์เสียหมดสิ้นหรือยัง๊ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เขียนกลอนพรรณนาถึงกล้วยชนิดต่างๆ ไว้เมื่อปี พ.ศ.2427 ว่า…
…กล้วยกล้าย มีหลายกระบวน กล้วยกรัน จันนวล อีก น้ำว้า น้ำไทย กล้วยน้ำ
กาบดำ ก้านใบคล้ายกับน้ำไทย ผลใหญ่และยาวกว่ากัน กล้วยกุ เรียก กล้วยสั้น ผันเพี้ยนนามจำนันจะหนี
ที่คำหยาบคาย ตีนเต่าตีนตานี กลาย กล้วยน้ำเชียงราย กล้วยส้ม หักมุก มูลมี กล้วยน้ำนม
ราชสีห์ อีก กล้วยร้อยหวี บายสี ก็เรียกนามสอง หอมเขียวกล้วยค่อม หอมทอง หอมจันนวลละออง อีกกล้วยที่เรียกเปลือกบางนี่คือ กล้วยไข่ คำกลาง ท่านจัดแบบวาง กล้วยกระกล้วยพระ ก็มี กล้วยครั่ง ดุจครั่งย้อมสีแดงจัดรูจีทั้งหวีทั้งเครือเจือแดง กล้วยนาก เพียงนากเปล่งแสง กล้วยกรามแรดแดง หนึ่งนามว่า กรามคชสาร กล้วยสีสะโต โวหารเรียกแต่โบราณ
อีก กล้วยประจำพาน หนึ่งเล็บมือนางนามกร ตีบ หอมขจร บ้าง เรียกว่า กล้วยกรบูร นางเงย สีงามจำรูญ กินดีมีมูล ภิมเสร แลสม นมสวรรค์ หอมว้าตานีอารัญ อุบล ปนกันกับตาลปัตรฤาษี กล้วยแข้ หนึ่งเรียกกัทลี กาบก็มีมักมีข้างแดนละว้าป่าไกล มลิอ่องผิวผ่องอำไพ นางนวลยวนใจ กล้วยไร่กะเหรี่ยงเรียกนาม พรรณกล้วยมีหลากมากตามประเทศเขตคาม นิคมและเขตดงดอนเหลือจะร่ำนามกร ลัดบทลดทอนแต่ที่รู้แจ้งแห่งนาม… (คัดตัวสะกดตรงตามต้นฉบับ) เมืองไทยเป็นดินแดนแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ และเราโชคดีที่มีผลไม้อย่าง “กล้วย” อยู่มากมาย ทั่วทุกภาค
ปลูกกล้วยได้ คนไทยทุกคนชอบกินกล้วย และรู้จักใช้ประโยชน์จากต้นกล้วยตั้งแต่ใบจรดราก คนไทยผูกพันกับผลไม้โบราณ นี้มาเนิ่นนาน จนบางทีอาจหลงลืมคุณค่าในเรื่อง “กล้วยๆ”
กล้วย – ผลไม้อินเตอร์
เมื่อ ต้นเดือนที่ผ่านมา (วันที่ 5-8 พฤศจิกายน 2543) เมืองไทยจัดงานใหญ่ระดับนานาชาติว่าด้วยเรื่องกล้วย จากความร่วมมือของ กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ กรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และ องค์กรกล้วยนานาชาติ (INIBAP – International Network for the Improvement of Banana and Plantain) จัดประชุมสัมมนากล้วยนานาชาติ ครั้งที่ 1 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานทั้งนี้ เพราะกล้วยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญทั้งในแง่ของการบริโภคสดและการแปรรูป เมืองไทยปลูกกล้วยได้ดี ทว่าได้ผลผลิตเชิงเศรษฐกิจน้อย มักไม่ได้รับการเอาใจใส่ ขาดการส่งเสริมด้านเทคโนโลยีการผลิต กระทั่งมีรายงานผลสำรวจพันธุ์กล้วยในประเทศ พบว่า กล้วยประมาณ 100 กว่าสายพันธุ์ได้ สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย และบางสายพันธุ์ถ้าไม่ได้รับการขยายพันธุ์เพิ่ม เชื่อว่าคงจะสูญพันธุ์ในอีกไม่ช้า ถึงวันนี้ เมืองไทยต้องติดต่อขอสายพันธุ์ กล้วยที่สูญหายไปจากประเทศกลับคืนมา โดย องค์กร กล้วยนานาชาติ ที่ประเทศเบลเยียม มีธนาคารกล้วยโลก เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพันธุ์กล้วยจากทั่วโลกเก็บเอาไว้ และงานนี้คนไทยได้กล้วยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพันธุ์ที่สูญไปจากแผ่นดินไทยกลับคืนมา งาน เดียวกันนี้เอง ที่นักวิจัย นักวิชาการ ผู้ปลูกกล้วย ผู้ส่งออก จาก 120 ประเทศ เดินชนกัน ปรึกษาหารือกัน เพื่อพัฒนาผลผลิตกล้วย ปรับปรุงสายพันธุ์ อนุรักษ์พันธุ์กล้วยที่สูญหาย และค้นหาเทคโนโลยีใหม่ในการเพิ่มผลผลิตและแปรรูปกล้วย ฯลฯทุกคนมาดูกล้วย และคุยกันเรื่อง..กล้วยๆ  ปลูกกล้วย-ไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ ขวาน ทองของไทย แม้จะเป็นถิ่นกำเนิดพันธุ์กล้วยแห่งหนึ่งของโลก มีกล้วยคุณภาพเยี่ยม รสชาติดี ส่งออกไปตลาดต่างประเทศ ทั้งในรูปของกล้วยบริโภคสด ได้แก่ กล้วยหอมทอง กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า และกล้วยแปรรูปปีละ 7,175 ตัน คิดเป็น มูลค่า 148.2 ล้านบาท (ปี 2542)
คนไทยบ้านใครมีที่ทางสักหน่อย ก็ปลูกกล้วย ชาวสวน ชาว นา มีผืนดินว่างก็ลงกล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ หรือกล้วยพันธุ์พื้นเมือง ตัดขายบ้าง กินกันเองบ้างในครอบครัว เป็นพืชประจำบ้าน เหมือนต้นมะม่วงเป็นต้นไม้ประจำหมู่บ้านจัดสรร เราปลูกกล้วยกันในครัวเรือน ขายกันเอง กินกันเอง เลย
ขาด การส่งเสริมด้านการผลิตสู่ตลาดต่างประเทศ เมื่อเทียบผลผลิตกล้วยของไทยกับประเทศอื่น ได้ตัวเลขไม่น่าพอใจว่า ประเทศไทยผลิตกล้วยได้แค่ 2-3 ตันต่อไร่ แต่ที่อื่นได้ 48 ตัน
ต่อ 6 ไร่
ในอเมริกา กล้วยเป็นผลไม้ยอดนิยม เป็นตลาดใหญ่มูลค่า นับ 40,000 ล้านดอลลาร์ และขณะนี้อเมริกากำลังตื่นตัวเรื่อง “กล้วยออร์แกนิกส์” หรือกล้วยปลอดสารพิษ ผลผลิตธรรมชาติตัวนี้กำลังมาแรงทั้งในอเมริกา และยุโรป ประชาชนที่โน่นใส่ใจเรื่องสุขภาพ ยินดีรับผลผลิตปลอดสารพิษ ที่ปลูกด้วยดินอินทรีย์มากกว่าพืช “จีเอ็มโอ” ในละตินอเมริกา คนทั้งปลูกกล้วย ส่งออก และกินกล้วย โดยบริโภคกล้วย 200 กิโลกรัมต่อปี ในทวีปแอฟริกา ประชาชนนิยมบริโภคกล้วยเป็นอาหารหลักแทนข้าว ส่วนคนเมืองหนาว ชอบกินกล้วยมากกว่าแอปเปิ้ลเสียอีก  ในญี่ปุ่นและไต้หวัน ผู้คนนิยมกินกล้วย แต่ถ้าใครไปที่นั่นได้กินกล้วยจะไม่รู้หรอกว่า เป็นกล้วยหอมทองของไทย หรือกล้วยจากซีกโลกไหน เพราะไม่ได้ ตีตรา “เมด อิน…”  อีกกรณีหนึ่งคือ ประเทศไทยส่งออกกล้วยในปริมาณที่น้อยมากจนวัดไม่ได้ ถ้าญี่ปุ่นนำเข้ากล้วยปีละ  1 ล้านล้านตัน เกษตรกรไทยผู้ปลูกกล้วยขอส่วนแบ่งตลาดสัก 10% ตัวเลขมูลค่าการส่งออกน่าจะขยับสวยขึ้นจาก  เดิมที่มีแค่ 140 ล้านบาทเศษต่อปี  ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา  ผู้รู้เรื่องกล้วย เคยกล่าวไว้ในงาน “สัมมนากล้วยไทย สู่ ปี 2000” เมื่อ 6 พฤศจิกายน ปีที่แล้ว ว่า  “ปัญหา อย่างหนึ่งของกล้วยหอมไทยคือ เราไม่สามารถให้ผลผลิตอย่างเขา เป็นเพียงเศษ 1 ส่วน 3 หรือส่วน 4 ของกล้วยหอมที่ปลูกเป็นการค้าในโลก ผลผลิตเราต่ำมากแต่คุณภาพดีเยี่ยม พันธุ์ของเรามีกลิ่นหอมจึงเรียกว่า กล้วยหอม “อโรมาติก บานาน่า” ซึ่งไม่มีที่ไหน แต่ในด้านการปลูกเพื่อการค้าแล้วไม่มีใครรู้จัก”  นอกจากปัญหาการเพิ่มผลผลิต อุปสรรคสำคัญอีกอย่างคือ เทคโนโลยีการบรรจุภัณฑ์ การเก็บกล้วย  ในอุณหภูมิเหมาะสม ส่งต่างประเทศได้ทันการณ์ ไม่เน่าเสีย กระบวนการด้านนี้ต้องศึกษาปัญหาเรื่องส่งออกกล้วย อุทัย ขวัญใจ ผู้ช่วยผู้จัดการแผนกโครงการส่งออกกล้วยหอมไปญี่ปุ่น บริษัท ธานียามา สยาม จำกัด ให้ความเห็นว่า
“กล้วยหอมบ้านเราเรียก กล้วยหอมทอง รสชาติดี กลิ่นหอม แต่เรา ส่ง ไปน้อยกว่าฟิลิปปินส์ที่เขาส่งพันธุ์หอมเขียว สองพันธุ์นี้ต่างกันคือ หอมเขียวสุกแล้วก็เขียว เนื้อหยาบกว่า ของเราเป็นสีทอง หอมอร่อยกว่าแต่ผลผลิต  สู้เขาไม่ได้ และที่ญี่ปุ่นเขาตั้งมาตรฐานเรื่องสารพิษตกค้างไว้ มีการตรวจสอบเข้มงวด กล้วยของเรามาจากอำเภอท่ายาง ราคาดี แต่ในแง่ผู้ส่งออก การรับซื้อจากผู้ผลิตยังราคาค่อนข้างสูง ผู้ส่งออกก็ไปสู้กับตลาดอื่นไม่ได้ อย่างฟิลิปปินส์ทำราคาต้นทุน
ถูกกว่าเราเยอะ วอลุ่มหรือส่วนแบ่งตลาดเขาเลยมากกว่า กล้วยหอมในญี่ปุ่นมาจากฟิลิปปินส์ประมาณ 70% จากเอกวาดอร์บ้าง ละตินอเมริกาบ้าง ส่วนด้อยของเราคือผลผลิตต่อไร่น้อย เรื่องคุณภาพอีก เราไม่ได้ส่งเสริมการปลูกกล้วยเพื่อส่งออกอย่างจริงจัง เราขายตลาดในประเทศเป็นหลัก แต่ก็มีแนวโน้มดีขึ้นถ้ามีการส่งเสริมจริงจังกว่านี้ ขอแชร์ตลาดแค่ 10% ปีหนึ่งๆ ก็เป็นมูลค่ามหาศาล”ชมรมรักษ์กล้วย  เรื่อง พัฒนาผลผลิตกล้วย ไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ อีกแล้ว ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องกับกล้วย ได้จัดตั้ง “ชมรมรักษ์กล้วย” ขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เป็นการรวมตัวของคนในวงการกล้วยครั้งแรกในเมืองไทย ทั้งที่กล้วยเป็นผลไม้คู่เมืองไทยมาเนิ่นนาน สมรรถชัย ฉัตราคม รองประธานชมรมรักษ์กล้วย ฝ่ายอนุรักษ์และตรวจสอบพันธุ์ บอกถึงที่มาของชมรมว่า “เกิดจากการรวมตัวกันของคนไทยที่ชื่นชอบกล้วย เพราะกล้วยเป็นพืชประจำชาติไทยมาช้านาน โดยก่อตั้งเป็นชมรมเมื่อ วัน ที่ 9 เดือนกันยายน ปี 1999 จัดเป็นฝ่ายต่างๆ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์กล้วย ให้ความรู้ด้านโภชนาการ การแปรรูป การอุตสาหกรรม ให้ข้อมูลด้านการตลาดทั้งในและนอกประเทศ และการค้นคว้าทดลองต่างๆ พัฒนาผลผลิตกล้วยของไทย เช่นได้สำรวจตรวจสอบสายพันธุ์กล้วยไทย พบว่ามีไม่น้อยกว่า 60 ชนิดที่กินได้ มีกล้วยป่าอีกกว่า 40 ชนิด ที่ มีแนวโน้มว่าจะปรับปรุงสายพันธุ์ได้อีก และเรามีฝ่ายขยายพันธุ์กล้วย นำกล้วยที่มีจำนวนน้อยใกล้สูญพันธุ์มาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยทุนสนับสนุนมาจากสมาชิกในชมรม อีกส่วนหนึ่งคือ การเพาะต้นกล้วยแล้วนำไปขาย ใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน ทุนอีกส่วนคือ การนำผลผลิตต่างๆ ของกล้วยมาแปรรูปให้เกิดประโยชน์ เช่นในแง่การบริโภค มีกล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม ถ้าเหลือ ก็ นำมาแปรรูปทำกล้วยตาก กล้วยฉาบ กล้วยทอด และแป้งกล้วย อย่างหลังเป็นไฮไลท์ของชมรม เราคิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหากล้วยน้ำว้าล้นตลาด บางทีเหลือขายหวีละ 3-5 บาท เลยคิดวิธีนำกล้วยน้ำว้ามาทำแป้งกล้วย ซึ่งจะช่วยทดแทนการนำเข้าแป้งสาลีจาก ต่างประเทศ ช่วยเพิ่มมูลค่าของกล้วยน้ำว้า”
รองประธานชมรมรักษ์กล้วยบอกว่า แป้งกล้วย (จาก กล้วยน้ำว้า) สามารถใช้แทนแป้งสาลีได้ 20-50% โดยนำมาผสม กับแป้งสาลี หรือแป้งชนิดอื่นทำขนมเค้ก คุกกี้ หรือขนมไทยได้หลายชนิด
“ชมรมยังช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากต้นกล้วย ซึ่ง ปกติชาวบ้านรู้จักใช้เชือกกล้วยมาถักทอสิ่งของนานแล้ว แต่เราเข้าไปพัฒนาในด้านคุณภาพ เพราะปกติเชือกหรือสิ่งถักทอจาก ต้นกล้วยเกิดเชื้อราได้ง่าย เรามาผ่านกรรมวิธีแช่กรดกำมะถัน ทำให้มีสีขาว มีความเหนียวคงทน และพัฒนาด้านรูปทรงให้ ทันสมัยขึ้น” ส่วนอุปสรรคด้านพัฒนาผลผลิตเพื่อไปสู่ตลาดการค้าโลก เช่น กล้วยปลอดสาร ยังติดปัญหาอยู่หลายประการ อาทิ “กล้วยปลอดสารยังมีผู้ปลูกไม่มาก โดยเฉพาะเกษตรกร
รายย่อยจะควบคุมลำบาก เขาเน้นเรื่องมาตรฐาน เช่น ต้องไม่มี สาร เคมี เชื้อรา ยากำจัดแมลงเลย ถ้าผิดไปนิดเดียวเขาจะตีกลับ ตั้งเป็นกฎขึ้นมาและมีการตรวจสอบเข้มงวด แต่ว่าได้ราคาดี ในขณะที่เกษตรกรรายย่อยบ้านเราเขาจะควบคุมไม่ได้ ตอนนี้มีแห่งเดียวที่ทำกล้วยปลอดสารคือ ที่สหกรณ์ท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี  ซึ่งจะควบคุมการผลิตทุกขั้นตอนได้” มีเรื่องเล่ากันว่า ชาวญี่ปุ่นรับซื้อกล้วยปลอดสารจากอำเภอ  ท่ายาง เท่านั้น เรื่องนี้มีตำนานตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นมาประจำการรบที่อำเภอท่ายาง ได้เคยลิ้มรสกล้วย หอมทองของไทยแล้วติดใจ ขอกินต่อ มีรายงานว่าทหารที่เคยมารบบอกว่า กล้วยท่ายางอร่อยที่สุด ปัจจุบัน สหกรณ์การเกษตรที่โตโต้แห่งกรุงโตเกียว มีสมาชิกอยู่ประมาณ 150,000 ครอบครัว ที่คอยบริโภคกล้วยหอมทองจากอำเภอท่ายาง “ส่วนชาวสวนกล้วยทั่วไป การปลูกกล้วยต้องให้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์บำรุงให้ผลใหญ่ เครือใหญ่ ถ้าปลูกตามธรรมชาติจะให้ผลเล็กไม่ได้ราคา ปัญหาอีกอย่างคือ บางพื้นที่ดินไม่ดีก็ต้อง ใช้ปุ๋ยเข้าช่วยแต่ในแง่ของชมรม อยากส่งเสริมในด้านค้นหา สายพันธุ์กล้วยไทยที่มีความโดดเด่นนอกจากกล้วยหอมทอง
ที่ส่งไปญี่ปุ่น เช่น เราพบว่ามี กล้วยไข่พระบอง รสชาติหอมหวาน ยังปลูกน้อยแต่ถ้าขยายพื้นที่ได้ กล้วยพันธุ์นี้น่าจะ เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ หรือกล้วยนมหวี นำ มาแปรรูปทำกล้วยกล้วยทอด ฉาบ หรือเชื่อม ให้สีขาวใส รสอร่อย ไม่ด้อยกว่ากล้วยพันธุ์ซาร่าของฟิลิปปินส์ที่เขาถือเป็นกล้วยนัมเบอร์วันของเขา “กล้วยแปรรูป กล้วยเป็นต้นไม้วิเศษ ใช้ประโยชน์ได้ครบวงจร ตั้งแต่
ราก ใบ ผล ลำต้น กล้วยบริโภคสดให้คุณค่าสารอาหาร กล้วย แปรรูปแก้ปัญหากล้วยล้นตลาด ช่วยเกษตรกรไทยได้อีกทาง ผลผลิตกล้วยแปรรูปกำลังเป็นตลาดใหม่ที่น่าจับจ้อง อาทิ กล้วยฉาบ เชื่อม อบ ตาก อบเนย อบผสมไอโอดีน อบ เสริมแคลเซี่ยม กล้วยแดดเดียว ลูกอมกล้วย  น้ำพริกเผากล้วย มา ยองเนสกล้วย แยมกล้วย น้ำรากกล้วยเข้มข้น ไวน์รากกล้วย ประเทศผู้ปลูกกล้วยแถบอินเดีย ศรีลังกา มีซีรีล กล้วย หรือ Drum dried banana น้ำกล้วยพร้อมดื่ม กับกล้วยทอดแบบ เฟรนช์ ฟรายด์  ในเชิง สมุนไพรมี ลูกกลอนกล้วยน้ำว้า รักษาแผลในกระเพาะ ส่วนขนมไทยๆ หลายอย่างมีกล้วยเป็นส่วนผสมสำคัญ เช่น ขนมแป้งจี่กล้วย ข้าวต้มมัดกล้วย ข้าวต้มน้ำวุ้นกล้วย ตะโก้กล้วย กล้วยกวน กล้วยแขก ใช้ใบตองห่อขนมให้กลิ่นหอม ใบตองทำบายศรี
ทำกระทง จนถึงแปรรูปเป็นใบตองแห้งใช้สานเป็นกระเป๋า ตะกร้า หรือของแต่งบ้านยังมีขนมจากแป้งกล้วยน้ำว้า ทำจากกล้วยน้ำว้าดิบ นำไปอบหรือตากแห้ง แล้วบดให้ละเอียด ผ่านตะแกรงร่อนได้เป็นผงแป้งกล้วย ใช้ผสมกับแป้งสาลี (เพื่อลดปริมาณการใช้แป้งสาลี) ทำขนมได้หลายอย่าง เช่น เม็ดขนุนแป้งกล้วย ขนมหม้อแกง ดอกจอก ลูกชุบ ขนมดอกลำดวน ขนมโสมนัส ขนมเปี๊ยะ คุกกี้
เค้กกล้วย ขนมไหว้พระจันทร์ คุกกี้เนยสด ขนมปังขาไก่ ฯลฯ  กาบกล้วยใช้ทำเยื่อกระดาษได้ ผ้าจากเส้นใยกล้วยใช้เป็น
สิ่งทอ ทำตะกร้า กระเป๋า ที่ใส่ทิชชู ฯลฯ หัวปลีและไส้หยวกกล้วยบรรจุกระป๋องขาย ซอสกล้วย การผลิตกล้วยผงเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม และการสกัดสารแทนนินจากเปลือกกล้วย อนาคต กล้วยไทยน่าจะผ่องใส ถ้าคนไทยสนใจเรื่อง “กล้วยๆ” กันมากขึ้น ผลผลิตกล้วยทั้งประเทศมีประมาณ 1.5 ล้านตัน ยังน้อยอยู่ ยังมีพื้นที่อีกมากสำหรับกล้วย – ผลไม้ประจำชาติไทย และช่วยกันส่งเสริมกล้วยไทยไปนอก สร้างเมืองไทยให้เป็นแหล่งผลิตอาหารของโลก ใช้ผลผลิตจากผืนดินเป็นอาวุธ สู้สงครามเศรษฐกิจรับทศวรรษใหม่อีกครั้งถึงเวลาสร้างผลผลิตกล้วยให้เป็นเรื่องกล้วยๆ…
‘‘‘
สนใจ เรื่องกล้วย ติดต่อ : ศ.ดร.เบญจมาศ ศิลาย้อย ภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขอข้อมูลเรื่องกล้วยแปรรูป ติดต่อ อาจารย์วลัย หุตะโกวิท ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตโชติเวช ข้อมูลเรื่องพันธุ์กล้วย สอบถามที่ชมรมรักษ์กล้วย โทร.801-7399 ชมสวนกล้วยที่รวบรวมพันธุ์กล้วยไว้ 59 ชนิดที่สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ (หลังสวนจตุจักร ติดพิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานคร)
เรื่องของกล้วย
รากและลำต้นใต้ดิน ใช้รักษาผิวหนังที่แดง ปวด เนื่องจากถูกแดดเผา ชาวจีนใช้น้ำคั้นจากรากช่วยแก้โรคคอหอยพอก ชาวอินเดียนิยมใช้กล้วยทำยารักษา โรคกระเพาะและลำไส้ คนไทยใช้น้ำคั้นกล้วยแก้โรคปวดฟัน ใช้รักษาโรคขัดเบา รากและลำต้นมีสารแทนนิน บรรเทาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก รากกล้วยตีบต้ม ช่วย แก้ร้อนใน ชาวฟิลิปปินส์ใช้ลำต้นเทียมหรือกาบใช้วางที่ลำตัวช่วยลดไข้ ใบใช้อังไฟ นำมาประคบบริเวณปวดเมื่อย ลดการอักเสบ ไทยและจีนใช้ใบอ่อนของกล้วยแทนผ้าพันแผล น้ำยางจากกาบช่วยให้หายปวดจากงูกัด ปลี บำรุงน้ำนมมารดา ปลีตากแห้งรักษาโรคโลหิตจางเพราะอุดมด้วยธาตุเหล็ก เปลือกกล้วยใช้ทาบริเวณยุงกัดหรือเป็นผื่นคัน ก้านกล้วยมีสารแทนนินใช้ห้ามเลือดได้ ผลกล้วย มีสารแพคตินแก้ท้องผูก ช่วยเพิ่มกากใยอาหารในลำไส้ กล้วยมีแป้ง 20-50% เวลารับประทานควรเคี้ยวให้ละเอียด มิเช่นนั้นน้ำย่อยแป้งต้องทำงานมากพอ และมักไม่พอย่อยกล้วยได้เร็วหรือหมดไปจึงทำให้กล้วยอืดในกระเพาะ คุณ ค่าอาหาร กล้วย 100 กรัมของน้ำหนักผลสุก ให้พลังงาน 125-140 กิโลแคลอรี่ มีไฟเบอร์ แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้า-แคโรทีนสูง วิตะมินเอรวม ไทอามีน ไรโบฟลาวิน ไนอาซิน และวิตะมินซี

http://school.obec.go.th/kpt2_wangnam/Homepage_student/wedsiteM.2_com2/index.htm
http://www.chumchonthai.or.th/member/showcontentdetail.asp?data_rec=109