การละเล่นพื้นบ้าน

Posted on

เต้นขาเดียว
 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
 ขอนแก่น

อุปกรณ์และวิธีการเล่น
สถานที่ กลางแจ้ง
ผู้เล่น ไม่จำกัดวัย เพศและจำนวน

วิธีเล่น
– ผู้เล่นทุกคนขีดเส้นร่วมกันโดยเดินต่อกันเป็นแถว พร้อมกับร้องเพลงประกอบการเล่นว่า “ขีด ๆ ผู้ได๋บ่ขีด บ่ให้เล่นนำ” จะขีดเป็นวงกลมหรือสี่เหลี่ยมก็ได้
– จับคู่แล้วทำการเสี่ยงแบ่งฝ่าย โดยคนแพ้จะอยู่กับฝ่ายแพ้ คนชนะจะอยู่กับฝ่ายชนะ
– ทั้งสองฝ่ายส่งตัวแทนมาทำการเสี่ยงกัน ฝ่ายไหนชนะจะได้เล่นเป็นฝ่ายวิ่งก่อน
– ฝ่ายชนะเข้าไปอยู่ในวง ฝ่ายแพ้อยู่นอกวง
– ฝ่ายแพ้จะเต้นขาเดียวไล่แตะฝ่ายชนะที่อยู่ในวง โดยจะเข้าไปเต้นทีละคน ถ้าฝ่ายเต้นสามารถไล่แตะถูกตัวผู้เล่นฝ่ายวิ่งคนใด คนนั้นถือว่าตาย ต้องออกไปอยู่วงนอกหมดสิทธิ์วิ่ง
– ฝ่ายไล่จะพยายามไล่แตะจนกว่าฝ่ายวิ่งจะหมด จึงจะได้เปลี่ยนมาเล่นเป็นฝ่ายวิ่งแทน แต่ถ้าฝ่ายไล่ตายหมดก่อนก็จะได้เล่นเป็นฝ่ายไล่ต่อไป

กติกา
– ถ้าฝ่ายวิ่งคนใดถูกคนเต้นขาเดียวแตะต้อง จะถือว่าตาย
– ถ้าฝ่ายเต้น ขาถูกพื้นทั้งสองขาพร้อมกัน จะถือว่าตาย
– ฝ่ายไหนตายหมดก่อนถือว่าแพ้ จะต้องเล่นเป็นฝ่ายไล่ในตาต่อไป

โอกาสหรือเวลาที่เล่น
เล่นได้ทุกโอกาส

คุณค่า/แนวคิด/สาระ
– ฝึกให้มีความรับผิดชอบตามกฎกติกาของการเล่น
– ให้มีความรับผิดชอบต่อสิทธิและหน้าที่ของตน
– ส่งเสริมการออกกำลังกาย ให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

 

หมอลำ
 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
 อุบลราชธานี

อุปกรณ์วิธีเล่น
ประกอบด้วยผู้แสดงและผู้บรรเลงดนตรีคือ หมอแคน แบ่งประเภทหมอลำดังนี้
๑. หมอลำพื้น ประกอบด้วยหมอลำ ๑ คน หมอแคน ๑ คน
๒. หมอลำกลอน ประกอบด้วย หมอลำ ๒-๓ คน และหมอแคน ๑-๒ คน
๓.หมอลำเรื่องต่อกลอน ประกอบด้วยหมอลำหลายคน เรียก หมอลำหมู่ ดนตรีประกอบคือ แคน พิณ ฉิ่ง กลอง และเครื่องดนตรีสากล
๔. หมอลำเพลิน ประกอบด้วยหมอลำหลายคนและผู้บรรเลงดนตรีหลายคน

โอกาสหรือเวลาที่เล่น
เป็นมหรสพที่ใช้ในงานเทศกาลประจำเดือน งานบวช งานกฐิน งานวันเกิด งานศพ ฯลฯ เป็นมหรสพที่ประชาชนชาวอีสานในอดีตนิยมชมชื่นมาก

คุณค่า แนวคิด / สาระ
๑. บทบาทด้านพิธีกรรม อาทิการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ทำนายโชคชะตาบ้านเมือง และขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล
๒. บทบาทในฐานะมหรสพ เพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เช่น การลำเกี้ยวพาราสีของหมอลำชาย-หญิง บางขณะก็แทรกคติธรรม จริยธรรม และความรู้ด้านต่าง ๆ อาทิเช่น ด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ โบราณคดี วรรณคดี ขนบธรรมเนียมประเพณี เหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันแก่ผู้ฟัง
ไม้โถกเถก หรือขาโถกเถก
 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
 อุดรธานี

เป็นการเล่นต่อขาให้สูงสันนิษฐานว่าจะมาจากการทีผู้ใหญ่ใช้วิธีการนี้เดินข้ามน้ำ หรือ เข้าป่าเข้าพง แต่ไม่มีรองเท้าสวมใส่กันหนามไหน่ เมื่อป่าพงหมดไปมีรองเท้าสวมใส่ป้องกันหนามไหน่ได้ก็คงจะเลิกใช้กัน แต่เด็กนำมาเป็นของเล่น เล่นกันให้สนุกสนาน

อุปกรณ์ในการเล่น
ไม้ไผ่ท่อนเล็กขนาดพอเหมาะมือจับได้มั่น ๒ ท่อน ยาวท่อนละประมาณ ๑.๕๐ – ๒ เมตร เลือกไม้ไผ่ที่มีแขนงที่แข็งแรงยื่นออกมาจากบ้องโดยกะขนาดให้ได้ความสูงในการที่จะขึ้นไปยืนและก้าวเดินได้ตามที่ต้องการ หากหาไม้ไผ่ที่แขนงแข็งแรงจากปล้องไม่ได้ คะเนความสูงตามที่ต้องการแล้วทำเครื่องหมายไว้ จากนั้นเจาะรูจากที่ทำเครื่องหมายให้ทะลุไปอีกด้านหนึ่ง หาไม้เหนียว ๆ แข็งแรง หรือเหล็กสอดเข้าไปในรูทำสลัก และหาไม้ไผ่ท่อนยาวประมาณ ๑ คืบ ๑ คู่ ไม้ไผ่คู่นี้เลือกตัดให้มีปล้องไม้ไผ่อยู่ตรงกลาง เหนือปล้องไม้ไผ่ด้านหนึ่งเจาะเป็นรูกว้างพอที่จะสวมไม้ไผ่ท่อนยาวได้ให้ลงมาวางอยู่บนแขนงไม้ที่ยื่นจากปล้องหรือลงบนไม้หรือเหล็กที่ทำสลักไว้เวลาเล่นขึ้นไปเหยียบบนท่อนไม้ที่สวมไม้ท่อนยาววางเท้าให้มั่นๆและจับไม้ท่อนยาวให้ตั้งตรง ก้าวเดินไปคล้ายเดินธรรมดา หากหัดจนชำนิชำนาญก็พาไม้วิ่งได้รวดเร็ว ถ้าต้องเดินสูงมากจะทำรูสลักสูง เวลาขึ้นไปยืนบนไม้โถกเถกต้องใช้บันไดบ้านหรือกำแพงสำหรับพิงไม้โถกเถกแล้วขึ้นไปยืน

โอกาสหรือเวลาที่เล่น
เล่นได้ทุกโอกาสเด็ก ๆ จะวิ่งแข่งกัน หรือเล่นในงานโรงเรียนเป็นการแข่งขันระหว่างชั้นปี หรือในเทศกาลต่าง ๆ เช่น สงกรานต์ เทศกาลกฐินจะมีกีฬาหมู่บ้านเพื่อความสนุกสนานและความสามัคคีก็จะจัดแข่งขัน เดินวิ่งไม้โถกเถก

คุณค่าสาระและแนวคิด
การเล่นไม้โถกเถก จะทำให้ผู้เล่นรู้จักระมัดระวังตนไม่ประมาทไม้โถกเถกเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่คิดทำของเล่นให้เด็ก ๆ จากธรรมชาติที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น
การแข่งขันวิ่งไม้โถกเถกทำให้เกิดความสามัคคีทั้งผู้ล่นและผู้มาให้กำลังใจ และความสมัครสมานสามัคคีของชุมชนได้รับความสนุกสนานโดยไม่สิ้นเปลือง การเลือกตัดไม้ไผ่มาทำไม้โถกเถก การฝึกเดินเป็นการสืบทอดความรู้ภูมิปัญญาจากคนหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่งต่อไป
ปัจจุบันการเล่นไม้โถกเถกไม่ค่อยนิยมเล่นแล้วในหมู่เด็กในอีสาน นอกจากในบางท้องถิ่น เพราะมีของเล่นอื่น ๆ ที่สามารถหาซื้ออุปกรณ์มาเล่นกันได้สะดวกขึ้น ค่านิยมจากภายนอกเข้าไปกำหนดและวางรูปแบบที่ว่าเป็นสากล การศึกษา การเรียนการสอนเป็นการละเล่นที่เป็นสากลนิยม ไม่มีเรื่องของท้องถิ่น การสืบทอดภูมิปัญญาในการประดิษฐ์ของเล่นพื้นถิ่นจึงค่อย ๆ หายไปจนคนรุ่นหลังไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ และปัจจุบัน ป่าไม้ถูกทำลายลงมาก บ้านกับป่าแยกจากกันไกลกัน การจัดหาไม้ไผ่มาทำของเล่นจึงเป็นเรื่องยุ่งยาก และราคาแพง ถ้าต้องซื้อหา
การเล่นไม้โถกเถก เป็นอันตรายต่อเด็กผู้ใหญ่มักจะห้ามปรามหรือไม่ทำให้เล่น การละเล่นประเภทนี้จึงหายไป แต่แท้จริงการละเล่นไม้โถกเถกนั้น เป็นการละเล่นสากลประเทศต่าง ๆ ในยุโรปก็นิยมเช่นกัน ละครสัตว์ทุกคณะมีการเล่นไม้โถกเถก ในพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ประเทศฝรั่งเศสก็มีการเล่นไม้โถกเถกเช่นกัน
การเส็งกลอง
 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
 กาฬสินธุ์

อุปกรณ์
๑. กลองเส็ง หรือกลองกิ่ง ๑ คู่ (๒ ใบ)
๒. ไม้ตีกลอง มีความยาว ๗๐ ซม.

วิธีการเล่น
การเส็งกลองนิยมตีกันเป็นคู่ๆ แต่ละคู่จะต้องตีกลอง ๒ ใบ เจ้าของกลองจะต้องตรึงหน้ากลอง ให้ตึงที่สุด โดยการหมุน (ขัน) หนังชักกลองเข้าที่จะค่อยๆปรับระดับเสียงกลองแต่ละคู่ให้มีเสียงเดียวกัน (ภาษากลองเรียกว่า “เค่งกลอง”) นำกลองที่เตรียมมาดีแล้วเข้าประกบคู่บนเวที หันหน้ารูแพกลองเฉียงเข้าหาคู่แข่งขันไปสู่ผู้ฟัง การตีกลองแข่งขันตีกันฝ่ายละ ๕ คน คนละ ๑ ยกๆละประมาณ ๒ นาที การตัดสินของคณะกรรมการพิจารณาจากเสียงกลอง คู่ที่ชนะต้องมีเสียงใสแหลม สูง และต้องตีให้ชนะ ๓ ใน ๕ ยก กลองต้องไม่ขาดจึงจะถือว่าชนะ

โอกาส และเวลาที่เล่น
การเล่นกลองกิ่ง หรือกลองเส็งไม่มีใครทราบว่ามีมาตั้งแต่เมื่อใด แต่จะนำมาใช้แห่ในบุญเดือน หก (บุญบั้งไฟ) เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน เสร็จแล้วจะมีการเส็งกลอง คือแข่งขันตีกลองอย่างสนุกสนาน ในปัจจุบันจังหวัดกาฬสินธุ์จะมีการเส็งกลองกัน (ตีกลองกิ่งแข่งขัน) จึงเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า “การเส็งกลอง”

คุณค่า / สาระ
ชาวบ้านโคกล่าม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ นิยมการละเล่น สนุกสนานเพื่อให้เกิดความเพลิดเพลิน เสียงเร้าใจ เกิดความสามัคคี กลมเกลียวกันในกลุ่มแต่ละหมู่บ้าน และเป็นการแสดงออกถึงความสามารถ ภูมิปัญญาในการจัดทำอุปกรณ์การเล่นเอง
ลักษณะของกลองกิ่ง
เป็นกลองที่ทำมาจากไม้ประดู่แดงทรงกระบอกกลวง ด้านหน้ากลองยาว ๔๐ ซม. ด้านล่างกลอง (ก้นกลอง) กว้าง ๓๐ ซม. สูงประมาณเท่าครึ่งของความกว้างหน้ากลอง หุ้มด้วยแผ่นหนังทั้งด้านหน้าและแผ่นหลัง ดึงเข้าหากันโดยหนังที่เรียกว่า หนังชัก และหนังหูกลองข้างกลอง ห่างจากหน้ากลองประมาณ ๒๐ ซม. เจาะเป็นรู สี่เหลี่ยมขนาด ๑๐ x ๑๕ ซม. เรียกว่า “รูแพ” เพื่อเป็นการระบายเสียงขณะตี ข้างในกลองเหนือรูแพจะเป็นปุ่มเรียกว่าลิ้นกลอง เพื่อทำหน้าที่ปรับระดับเสียงของกลอง (เหมือนลิ้นแคน)
การขุดกลอง ก่อนจะลงมือขุดกลอง ช่างต้องเลือกต้นไม้ ไม้ที่นิยมทำกลองได้แก่ไม้ประดู่แดง ต้องเลือกต้นที่มีลักษณะของเซลล์ไม้ตรง ไม่คู้ หรือมีตา มีเส้นผ่าศูนย์กลางของแก่นไม้ประมาณ ๕๐ ซม. สูงประมาณ ๑ เมตร จำนวน ๒ ท่อน ไม้ชนิดอื่นก็ทำได้ แต่ไม่นิยม อาจเป็นเพราะขุดยากเมื่อทำเป็นกลองแล้วเวลาตีไม่ค่อยดัง และไม่แข็งแรง เครื่องมือที่ใช้ขุดกลองได้แก่ ขวาน สิ่ว สว่าน แชลง กบ และ “ง่อง” โดยการขุดตรงกลางไม้ให้กลวงเป็นโพรง มีความหนา บาง ตามความต้องการของช่าง
การทำหนังหน้ากลอง ในสมัยก่อนนิยมทำมาจากหนังโค ปัจจุบันนิยมใช้หนังกระบือเพราะจะเหนียว และทนกว่า โดยเลือกหนังกระบือที่มีอายุระหว่าง ๕-๑๐ ปี และไม่อ้วนเกินไป กระบือ ๑ ตัวจะทำหนังหน้ากลองได้ สองหน้า ส่วนที่เหลือจะใช้ทำหนังก้นกลอง หนังหูกลอง และหนังชัก ก่อนจะนำหนังกระบือไปหุ้มหน้ากลอง ต้องผึ่งแดดให้แห้ง แล้วนำมาขูดโดยใช้มีดที่คมมาก ให้บางจนเป็นที่พอใจ (ยิ่งบางกลองยิ่งมีเสียงดัง)
ไม้ตีกลอง นิยมมาจากไม้เค็ง เพราะจะมีคุณสมบัติที่เหนียวทนทาน เวลาตีน้ำหนักดี มีความยาวประมาณ ๗๐ ซม. เหลาให้กลม ปลายไม้เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ ซม. ตรงโคนไม้บริเวณมือจับพันด้วยผ้าให้พอดีเวลาตีแข่งขัน
เส็งกลอง
 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
 มุกดาหาร

อุปกรณ์การเล่น
กลองเส็ง เป็นคำนาม หมายถึง กลองที่นำมาแข่งขัน มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก มีหน้ากลอง ๑ ด้าน ทำด้วยหนังวัว ด้านล่างปล่อยกลวงทะลุตลอดตามยาว

วิธีการเล่น
เส็ง เป็นภาษาอีสานหมายถึง การแข่งขัน การประชันกัน “เส็งกลอง” เป็นคำกริยาหมายถึง การแข่งขันกลองหรือการแข่งขันการตีกลอง เส็งกลองเป็นการละเล่นของชาวอีสาน เริ่มขึ้นเมื่อไรนั้นไม่มีหลักฐานปรากฏ
การเส็งกลองมี ๒ ลักษณะ คือ การตีตั้งและตีนอน กลองที่จะนำมาตี ๑ ชุด ประกอบด้วย กลอง ๒ ใบ ผู้ตีกลอง ๑ คน จะใช้ไม้ตี ๒ อัน การตีชุดหนึ่ง ๆ จะใช้ผู้ตีหลายคนตีให้เกิดเสียงดังที่สุด กลองใบไหนเกิดเสียงดังที่สุดคนนั้นจะชนะ

โอกาสที่เล่น
ชาวอีสานนิยมเส็งกลองในงานประเพณีต่าง ๆ เช่น บุญผะเหวด บุญผ้าป่า บุญกฐิน หรืองานรื่นเริงอื่น ๆ

คุณค่า
ผู้เล่นได้รับความสนุกสนาน ได้ออกกำลังกายแสดงถึงความมีพละกำลังของผู้เล่น ได้แสดงออกถึงความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา เสริมสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ เป็นการส่งเสริมความมั่นคงในสังคม
โปงลาง
 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
 กาฬสินธุ์

โปงลางหรือบางแห่งเรียกว่า หมากกลิ้งกล่อม หมากเดอะเดิน เป็นเครื่องดนตรีที่พัฒนามาจาก “เกราะลอ” หรือ “ขอลอ” มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่าเดิมทีท้าวพรมโคตรได้อพยพมาจากประเทศลาวเข้ามาอยู่ฝั่งไทยได้คิดทำเกราะลอ โดยคิดเลียนแบบจากเกราะที่ใช้ตีตามหมู่บ้าน เมื่อผู้ใหญ่บ้านต้องการเรียกลูกบ้านมาประชุมแจ้งเหตุต่างๆ โดยนำเกราะลอที่ทำจากไม้เหลื้อมมัดเรียงกันด้วยเถาวัลย์ มีอยู่ ๖ ลูก ๕ เสียง มีเสียง ซอล ลา โด เร มี (ซอลสูง) เพื่อตีไล่ฝูงนกกาที่มากินข้าวในไร่นา ต่อมาท้าวพรมโคตรได้ย้ายมาอยู่บ้านกลางหมื่น อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ถ่ายทอดการตีเกราะลอให้แก่นายปาน ต่อมานายปานเสียชีวิตลง นายขาน ผู้เป็นน้องชายได้สืบต่อการตีเกราะลอมาและได้ถ่ายทอดให้ นายเปลื้อง ฉายรัศมี ซึ่งได้ทำการปรับปรุงการทำ
เกราะลอ โดยใช้ไม้หมากหาด(มะหาด) ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็ง เวลาตีแล้วไม่บวมง่าย มีเสียงดังกังวาน มีการเพิ่มลูกจาก ๙ ลูก เป็น ๑๒ ลูก และ ๑๓ ลูก เพิ่มจาก ๕ เสียง เป็น ๖ เสียง พร้อมกับคิดลายใหม่ๆ เพิ่มขึ้นคือ ลายอ่านหนังสือใหญ่ ลายอ่านหนังสือน้อย ลายสุดสะแนน ลายสร้อยและลายเซ และได้เปลี่ยนชื่อจากเกราะลอมาเป็น “โปงลาง”

อุปกรณ์
การเล่นโปงลางต้องประกอบไปด้วยดนตรีพื้นบ้าน ได้แก่ แคน ซอ พิณ หมากกั๊บแก้บ กลอง ไห นอกจากนี้ปัจจุบันได้พัฒนาขึ้นโดยมีนักร้องและผู้ร่ายรำประกอบเสียงดนตรีในวงโปงลางอีกด้วย

วิธีการเล่น
ทำนองลายโปงลางที่บรรเลงนั้น ได้จากการเลียนเสียงธรรมชาติและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอีสาน เช่น
๑. ลายลมพัดพร้าว ลีลาของเพลงแสดงถึงเสียงลมที่พัดมาถูกใบมะพร้าวจะแกว่งสะบัดตามแรงลมกลายเป็นเสียงและลีลาที่น่าฟังยิ่ง
๒. ลายโปงลาง ลีลาของเพลงนี้จะทำให้ผู้ฟังนึกถึงเสียงกระดิ่งผูกคอวัวที่ดังอยู่ไม่ขาดระยะมองเห็นวัวเดินตามกันเป็นทิวแถวข้ามทุ่ง
๓. ลายช้างขึ้นภู ลีลาของเพลงจะมีความเนิบช้าสง่างาม เหมือนลีลาการเดินของช้างที่กำลังเดินขึ้นภูเขาสูง
๔. ลายแมงภู่ตอมดอกไม้ ลีลาของเพลงจะทำให้มองเห็นภาพของแมลงภู่ ที่บินวนเวียนดูดน้ำหวานจากเกสรดอกไม้เป็นหมู่ๆ พร้อมกับส่งเสียงร้องด้วยความสดชื่นรื่นเริง
๕. ลายนกไซบินข้ามทุ่ง ลีลาของเพลงบรรยายถึงลีลาของนกที่บินเป็นหมู่ข้ามท้องทุ่งอันเขียวขจีด้วยนาข้าว
๖. ลายแม่ฮ้างกล่อมลูก ลีลาของเพลงสะท้อนให้เห็นถึงความอ้างว้างว้าเหว่ของหญิงที่ถูกสามีทอดทิ้งต้องกล่อมลูกอยู่เดียวดายตามลำพัง
๗. ลายภูไทยเลาะตูบ ลีลาของเพลงแสดงถึงภาพชีวิตของหนุ่มชาวภูไทที่มักจะแวะเวียนไปพูดกับหญิงสาวตามบ้านต่างๆ ในเวลาค่ำ
นอกจากนั้นยังมีลาย “กาเต้นก้อน” จะใช้เทียบเสียงโปงลางแต่ละลูกหลังจากทำเสร็จเรียบร้อย ซึ่งถือเป็นลายครูของโปงลาง และลายอื่นๆ อีก ซึ่งถือเป็นลายหลัก คือ ลายอ่านหนังสือใหญ่ อ่านหนังสือน้อย สุดสะแนน ลายสร้อย และลายเซ ซึ่งเพียงฟังจากชื่อก็จะรับรู้ถึงท่วงทำนองของเพลงที่กลั่นกรองมาจากชีวิตพื้นบ้าน และธรรมชาติรอบข้าง

สาระ
“โปงลาง” เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองของอีสานชนิดหนึ่งที่ถือกำเนิดที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จึงถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะผู้สืบทอด และอนุรักษ์ไว้ คือ นายเปลื้อง ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติ “โปงลาง” จึงควรแก่การอนุรักษ์และถ่ายทอดให้เยาวชนรุ่นหลังได้ทราบ และตระหนักถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามและคุณความดีของบุคคลที่น่ายึดถือเป็นแบบอย่างสืบทอดไว้ตราบชั่วกาลนาน
ขาโถกเถก
 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
 ศรีสะเกษ

อุปกรณ์
ขาโถกเถก ทำด้วยไม้ไผ่ยาวประมาณ ๒-๓ เมตร จำนวน ๒ ท่อน จากนั้นเจาะรูเพื่อทำขาสำหรับวางเท้า เมื่อขึ้นยืนแล้วเดินไปโดยให้มีความสูงตามต้องการที่เหมาะกับความสามารถในการทรงตัวของผู้เล่น การเจาะรูนั้นต้องตรงกันกับไม้ทั้ง ๒ และทำให้แข็งแรงมั่นคง

วิธีการเล่น
๑. การเริ่มต้น ผู้เล่นจะขึ้นไปยืนบนขาโถกเถก
๒. เดินแข่งกัน โดยไม่ให้ตกลงมาหรือเสียการทรงตัว
๓. การสิ้นสุดการเล่น ใครที่เดินนานมีระยะทางไกลกว่าหรือถึงเส้นชัยก่อน โดยที่ไม่ตกเลยจะเป็นผู้ชนะ

โอกาสที่เล่น
นิยมเล่นในการเดินขบวนแห่ในงานประเพณี

คุณค่า/สาระ
ผู้เล่นได้รับความสนุกสนานเสริมสร้างความสามัคคี และออกกำลังกายเพราะคนที่แข็งแรงจะเดินได้นานในระยะทางที่ไกล