การพัฒนาบุคคลิกภาพ

Posted on

 โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์เขียน วันทนียตระกูล
การพัฒนาบุคคลิกภาพตามทัศนะของนักจิตวิทยา
บุคลิกภาพเกิดมาจากการบูรณาการ (Integration) ของสิ่งต่างๆ หลายสิ่งที่ทำให้เกิดเป็นลักษณะเฉพาะตัว ถ้าพิจารณาความหมายตามแนวคิดของอัลพอร์ต (Allport) บุคลิกภาพคือลักษณะที่เปลี่ยน

แปลงได้ของบุคคล ซึ่งเป็นลักษณะเป็นเอกภาพ ประกอบขึ้นด้วยระบบทางกาย และจิตใจ ที่กำหนดให้บุคคลนั้นมีการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมแตกต่างจากผู้อื่น “ข้อความที่กล่าวว่า” ลักษณะรวมที่เปลี่ยนแปลงได้ (Dynamic Organization) นั้น ตีความหมายคำว่าเปลี่ยนแปลงได้ หมายถึง ความสามารถในการปรับตัวต่อสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีความหมายส่วนรวมของคำนี้ให้แนวคิดว่า บุคลิกภาพค่อนข้างคงที่ เปลี่ยนแปลงได้แต่น้อยมาก ในทัศนะของนักจิตวิทยาบางคนกล่าวว่า บุคลิกภาพ คือ ลักษณะของบุคคลและวิธีการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดลักษณะเฉพาะของบุคคลขึ้น ข้อความนี้แสดงว่า ลักษณะการปรับตัวต่ออุปสรรค ความคับข้องใจ และความขัดแย้งใจ คือการแสดงบุคลิกภาพของบุคคลนั้น (เพราพรรณ เปลี่ยนภู่. 2540 : 53)[1]
บุคลิกภาพคือ รูปร่าง ลักษณะ พฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์แต่ละบุคคลในในส่วนที่ถูกปลูกฝังและพัฒนาสรุปความหมายก็คือ พฤติกรรมที่มนุษย์แสดงบทบาทเป็นลักษณะจำเพาะ (Traits) ของแต่ละบุคคล เช่น นิสัยอุปนิสัย ความรู้สึกนึกคิด กิริยาท่าทาง ซึ่งเป็นลักษณะประจำตัวที่อาจเหมือนคนอื่นบ้าง แต่สามารถแยกและบ่งบอกได้ว่าบุคคลใดมีบุคลิกภาพอย่างไร (ราศี ภุมรี. ม.ป.ป. : 40)[2]
        ฟรอยด์กล่าวว่า มนุษย์เรามีสัญชาตญาณติดตัวมาแต่กำเนิด และได้แบ่งสัญชาตญาณออกเป็น 2 ชนิด คือ สัญชาตญาณเพื่อการดำรงชีวิต (Life instinct) และสัญชาตญาณเพื่อความตาย (Death instinct) สัญชาตญาณบางอย่างจะถูกเก็บกดไว้ในจิตไร้สำนึก ฟรอยด์ได้อธิบายเกี่ยวกับสัญชาตญาณเพื่อการดำรงชีวิตไว้อย่างละเอียด ได้ตั้งสมมติฐานว่า มนุษย์เรามีพลังงานอยู่ในตัว ตั้งแต่เกิด เรียกพลังงานนี้ว่า “Libido”  เป็นพลังงานที่ทำให้คนเราอยากมีชีวิตอยู่ อยากสร้างสรรค์และอยากมีความรัก มีแรงขับทางด้านเพศหรือกามารมณ์ (Sex) เพื่อจุดเป้าหมายคือความสุขและความพึงพอใจ (Pleasure) โดยมีส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ไวต่อความรู้สึก และได้เรียกส่วนนี้ว่า อีโรจีเนียส โซน (Erogenous Zones) แบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้ ส่วนปาก ช่องปาก (Oral) ส่วนทางทวารหนัก (Anal) และส่วนทางอวัยวะสืบพันธ์ (Genital Organ) ฉะนั้นฟรอยด์กล่าวว่า ความพึงพอใจในส่วนต่างๆ ของร่างกายนี้เป็นไปตามวัยเริ่มตั้งแต่วัยทารกจนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ขั้น คือ
         1. ขั้นปาก (Oral Stage)
         2. ขั้นทวารหนัก (Anal Stage)
         3. ขั้นอวัยวะเพศ (Phallic Stage)
         4. ขั้นแฝง  (Latency Stage)
         5. ขั้นสนใจเพศตรงข้าม (Genital Stage)
1. ขั้นปาก (0-2 ปี) ฟรอยด์เรียกขั้นนี้ว่าเป็นขั้นออร็อล เพราะความพึงพอใจอยู่ที่ช่องปาก เริ่มตั้งแต่เกิด เด็กอ่อนจนถึงอายุราวๆ 2 ปี หรือวัยทารก เป็นวัยที่ความพึงพอใจเกิดจากการดูดนมแม่ นมขวดและดูดนิ้ว เป็นต้น ในวัยนี้ความคับข้องใจ (Frustration) จะเกิดขึ้นได้ถ้าเด็กหิว แต่ไม่ได้รับประทานนมเลยหรือรับประทานนมแม่ไม่พอ ถ้าหากเกิดความคับข้องใจ จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “การติดตรึงอยู่กับที่” (Fixation) ได้และมีปัญหาทางด้านบุคลิกภาพเรียกว่า “Oral Personality)
2. ขั้นทวารหนัก  (2-3 ปี) ฟรอยด์กล่าวว่าเด็กวัยนี้ได้รับความพึงพอใจทางทวารหนัก คือ จากการขับถ่ายอุจจาระ และในระยะนี้อาจจะเกิดความขัดแย้งและความคับข้องใจขึ้น เพราะพ่อแม่มักจะหัดให้เด็กใช้กระโถนและต้องขับถ่ายเป็นเวลา ทำให้เด็กเกิดความขัดแย้งขึ้นกับความต้องการของเด็ก คือความอยากที่จะถ่ายเมื่อไรก็ควรจะทำได้ กับการที่พ่อแม่หัดให้ขับถ่ายเป็นเวลา เด็กอยากจะขับถ่ายเวลาที่มีความต้องการ บางทีเกิดความขัดแย้งมาก อาจจะทำให้เกิด Fixation และทำให้เกิดมีบุคลิกภาพที่เรียกว่า “Anal Personality”
3. ขั้นอวัยะเพศ (3-5 ปี) ความพึงพอใจของเด็กวัยนี้อยู่ที่อวัยวะสืบพันธุ์ เด็กมักจะจับต้องลูบคลำอวัยวะเพศ ระยะนี้ฟรอยด์กล่าวว่า เด็กผู้ชายมีปมเอ็ดดิปุส (Oedipus Complex) ฟรอยด์อธิบายการเกิดของปมเอ็ดดิปุสว่า เด็กชายติดแม่และรักแม่มาก และต้องการที่จะเป็นเจ้าของแม่แต่เพียงคนเดียว และต้องการร่วมรักกับแม่ แต่ขณะเดียวกันก็ทราบว่าแม่และพ่อรักกัน และทราบว่าตนด้อยกว่าพ่อทุกอย่างทั้งด้านกำลังและอำนาจ ประกอบกับความรักพ่อ ฉะนั้นเด็กก็พยายามที่จะเก็บกดความรู้สึกที่อยากเป็นเจ้าของแม่แต่คนเดียว และพยายามทำตัวให้เหมือนกับพ่อทุกอย่าง ฟรอยด์เรียกกระบวนนี้ว่า “Resolution of Oedipus Complex” เป็นกระบวนการที่เด็กชายเลียนแบบพ่อ ทำตัวให้เหมือน “ผู้ชาย” ส่วนเด็กหญิงมีปมอีเล็คตรา (Electra Complex) อาจจะอธิบายได้ว่า เด็กหญิงรักพ่อต้องการพ่อ แต่กลัวแม่ไม่รักตนเพราะรักแม่มาก่อนพ่อและต้องการให้แม่รักด้วย ฉะนั้นจึงต้องเก็บกดความรู้สึกที่มีต่อพ่อ เพราะรู้ว่าแย่งมาจากแม่ไม่ได้ และเลียนแบบแม่ คือถือว่าเป็นแบบฉบับของพฤติกรรมของ “ผู้หญิง” ส่วนผู้ที่ไม่ใช้กลไกป้องกันตนเอง (Defense mechanism) แต่เก็บกดความรู้สึกต้องการทางเพศไว้ ก็อาจแสดงออกในรูปอื่น หรืออาจจะทำให้มีความวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา
          4. ขั้นแฝง (Latency Stage) เด็กวัยนี้อยู่ระหว่าง 6-12 ปี เป็นระยะที่ฟรอยด์กล่าวว่าเด็กเก็บกดความต้องการทางเพศหรือความต้องการทางเพศสงบลง (Quiescence Period) เด็กชายมักเล่นหรือจับกลุ่มกับเด็กชาย ส่วนเด็กหญิงก็จะเล่นหรือจับกลุ่มกับเด็กหญิง
5. ขั้นสนใจเพศตรงข้าม (Genital State) วัยนี้เป็นวัยรุ่นเริ่มตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป จะมีความต้องการทางเพศ วัยนี้จะมีความสนใจในเพศตรงข้าม ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นของวัยผู้ใหญ่
ฟรอยด์ กล่าวว่า ถ้าเด็กโชคดี และผ่านวัยแต่ละวัยโดยไม่มีปัญหาก็จะเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีบุคลิกภาพปกติ แต่ถ้าเด็กมีปัญหาในแต่ละขั้นตอนของพัฒนาการก็จะมีบุคลิกภาพผิดปกติ ซึ่งฟรอยด์ได้ตั้งชื่อตามแต่ละวัย เช่น “Oral Personalities” เป็นผลของ Fixation ในวัยทารกถึง 2 ปี ผู้ใหญ่ที่มี Orall Personalities เป็นผู้ที่มีความต้องการที่จะหาความพึงพอใจทางปากอย่างไม่จำกัด เช่น สูบบุหรี่ กัดนิ้ว ดูดนิ้ว รับประทานมาก มีความสุขในการกิน และชอบดื่ม คนที่มี Oral Personality อาจจะเป็นผู้ที่เห็นโลกในทางดี (Optimist) มากเกินไป จนถึงกับไม่ยอมรับความจริงของชีวิต หรืออาจจะเป็นคนที่แสดงตนว่าเป็นคนเก่ง ไม่กลัวใคร และใช้ปากเป็นเครื่องมือ เช่น ชอบพูดเยาะเย้ย ถากถางและกระแนะกระแหนผู้อื่น
          ถ้า Fixation เกิดในระยะที่ 2 ของชีวิต คืออายุราว ๆ 2-3 ปี จะทำให้บุคคลนั้นมีบุคลิกภาพแบบ Anal Personality ซึ่งอาจจะมีลักษณะต่างๆ ดังนี้
1. เป็นคนเจ้าสะอาดมากเกินไป (Obsessively Clean) และเรียบร้อยเจ้าระเบียบ เข้มงวดและเป็นคนที่ต้องทำอะไรตามกฎเกณฑ์ เปลี่ยนแนวไม่ได้
2. อาจจะมีลักษณะตรงข้ามเลย คือรุงรัง ไม่เป็นระเบียบ
3. อาจจะเป็นคนสุรุ่ยสุร่าย หรือตระหนี่ก็ได้ ผู้ชายที่แต่งงาน ก็คิดว่าเป็นเจ้าของ “ผู้หญิง”ที่เป็นภรรยา เก็บไว้แต่ในบ้าน หวงหึงจนทำให้ภรรยาไม่มีความสุข ผู้หญิงที่มี Anal Personality ก็จะหวงหึงสามีมาก จนทำให้ชีวิตสมรสไม่มีความสุข (สุรางค์ โค้วตระกูล. 2544 : 33-35)[3]
         ฟรอยด์ แบ่งบุคลิกภาพออกเป็น 3 ส่วน คือ ID Ego และ Super Ego
          Id เป็นส่วนหนึ่ง ของบุคลิกภาพที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด แต่เป็นส่วนที่เป็นจิตไร้สำนึก มีหลักการที่จะสนองความต้องการของตนเองเท่านั้น เอาแต่ได้อย่างเดียวและจุดเป้าหมายก็คือ หลักความพึงพอใจ (Pleasure Principle) Id จะผลักดันให้ Ego ประกอบในสิ่งต่างๆ ตามที่ Id ต้องการ
          Ego เป็นส่วนของบุคลิกภาพที่พัฒนาจากการที่ทารกได้ติดต่อหรือมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก บุคคลที่มีบุคลิกภาพปกติคือบุคคลที่ Ego สามารถที่ปรับตัวให้เกิดสมดุลย์ระหว่างความต้องการของ Id โลกภายนอก และSuper ego หลักการที่ Ego ใช้คือ หลักแห่งความเป็นจริง (Reality Principle)
          Super ego เป็นส่วนของบุคลิกภาพที่เกิดขึ้นในระยะที่ 3 ของพัฒนาการที่ชื่อว่า “Phallic Stage” เป็นส่วนของบุคลิกภาพที่ตั้งมาตรการของพฤติกรรมให้แต่ละบุคคลโดยรับค่านิยมและมาตรฐานจริยธรรมของบิดามารดาเป็นของตน โดยตั้งเป็นมาตรการความประพฤติ มาตรการนี้เป็นเสียงแทนบิดา มารดาคอยบอกว่าอะไรควรทำ หรือไม่ควรทำ มาตรการของพฤติกรรมโดยมากได้มาจากกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่พ่อ แม่ สอน และมักจะเป็นมาตรฐานจริยธรรมและค่านิยมต่างของพ่อแม่ ฟรอยด์กล่าวว่าเป็นผลของการปรับของ Oedipus และเด็กหญิงเลียนแบบพฤติกรรมของ “ผู้หญิง” จากมารดาแล้ว ยังยึดถือหลักจริยธรรม ค่านิยมของบิดามารดา เป็นมาตรการของพฤติกรรมด้วย
          Super ego แบ่งเป็นสองอย่าง คือ “Conscience” ซึ่งคอยบอกให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา และอีกอันหนึ่งคือ “Ego ideal” ซึ่งสนับสนุนให้มีความประพฤติ “Conscience” มักจะเกิดจากการขู่ว่าจะทำโทษ เช่น “ถ้าทำอย่างนั้นเป็นเด็กไม่ดี ควรจะละอายแก่ใจที่ประพฤติเช่นนั้น” ส่วน “Ego-ideal” มักจะเกิดจากการใช้แรงเสริมบวก หรือการยอมรับ เช่น แม่รักหนูเพราะหนูเป็นเด็กดี
          ฟรอยด์กล่าวว่า พัฒนาการทางบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะขั้นวัยทารกวัยเด็กและวัยรุ่น ระบบทั้ง 3 ของบุคลิกภาพคือ Id Ego และ Super ego จะทำงานประสานกันดีขึ้น เนื่องจากเด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม หรือโลกภายนอกมากขึ้น ยิ่งโตขึ้น Ego ก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น และสามารถที่จะควบคุม Id ได้มากขึ้น องค์ประกอบที่มีส่วนในพัฒนาการทางบุคลิกภาพมีหลายอย่าง ซึ่งฟรอยด์ได้แบ่งไว้ดังต่อไปนี้
         1. วุฒิภาวะ ซึ่งหมายถึงขั้นพัฒนาการตามวัย
         2. ความคับข้องใจที่เกิดจากความสมหวังไม่สมหวัง เมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมภายนอก
         3. ความคับข้องใจ ซึ่งเนื่องมาจากความขัดแย้งภายใน
         4. ความไม่พร้อมของตนเอง ทั้งทางด้านร่างกาย ด้านเชาวน์ปัญญา และการขาดประสบการณ์
         5. ความวิตกกังวล เนื่องมาจากความกลัว หรือความไม่กล้าของตนเอง (สุรางค์ โค้วตระกูล. 2544 : 36-37)[4]

         ฟรอยด์ เชื่อว่าความคับข้องใจเป็นพื้นฐานสำหรับพัฒนาการทางบุคลิกภาพ แต่ต้องมีจำนวนพอเหมาะที่จะช่วยพัฒนา Ego แต่ถ้ามีความคับข้องใจมากเกินไปก็จะเกิดปัญหาและทำให้เกิดกลไกในการป้องกันตัว (Defense Mechanism) ซึ่งเป็นวิธีการปรับตัวในระดับจิตไร้สำนึก
          กลไกในการป้องกันตัวมักจะเป็นสิ่งที่คนทั่วไปนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของบุคคลปกติทุกวัยตั้งแต่วัยอนุบาลจนถึงวัยชรา

กลไกในการป้องกันตัว (Defense Mechanism)
          ฟรอยด์และบุตรีแอนนาฟรอยด์ ได้แบ่งประเภทกลไกในการป้องกันตัวดังต่อไปนี้
1. การเก็บกด (Repression) หมายถึง การเก็บกดความรู้สึกไม่สบายใจ หรือความรู้สึกผิดหวัง ความคับข้องใจไว้ในจิตใต้สำนึก จนกระทั่งลืม กลไกป้องกันตัวประเภทนี้มีอันตราย เพราะถ้าเก็บกดความรู้สึกไว้มากจะมีความวิตกกังวลใจมากและอาจทำให้เป็นโรคประสาทได้
2. การป้ายความผิดให้แก่ผู้อื่น (Projection) หมายถึง การลดความวิตกกังวล โดยการป้ายความผิดให้แก่ผู้อื่น ตัวอย่าง ถ้าตนเองรู้สึกเกลียดหรือไม่ชอบใครที่ตนควรจะชอบก็อาจจะบอกว่าคนนั้นไม่ชอบตน เด็กบางคนที่โกงในเวลาสอบก็อาจจะป้ายความผิดหรือใส่โทษว่าเพื่อนโกง
3. การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง (Rationalization) หมายถึง การปรับตัวโดยการหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง โดยให้คำอธิบายที่เป็นที่ยอมรับสำหรับคนอื่น ตัวอย่างเช่น พ่อแม่ที่ตีลูกมักจะบอกว่า การตีทำเพื่อเด็ก เพราะเด็กต้องการการทำโทษเป็นบางครั้งจะได้เป็นคนดี พ่อแม่จะไม่ยอมรับว่าตีเพราะโกรธลูก นักเรียนที่สอบตกก็อาจจะอ้างว่าไม่สบาย แทนที่จะบอกว่าไม่ได้ดูหนังสือ บางครั้งจะใช้เหตุผลแบบ “องุ่นเปรี้ยว” เช่นนักเรียนอยากเรียนแพทย์ศาสตร์ แต่สอบเข้าไม่ได้ ได้วิศวกรรมศาสตร์ อาจจะบอกว่าเข้าแพทย์ไม่ได้ก็ดีแล้ว เพราะอาชีพแพทย์เป็นอาชีพที่เหน็ดเหนื่อย ไม่มีเวลาของตนเอง เป็นวิศวกรดีกว่า เพราะเป็นอาชีพอิสระ “การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง” แตกต่างกับการโกหกเพราะผู้แสดงพฤติกรรมไม่รู้สึกว่าตนเองทำผิด
4. การถดถอย (Regression) หมายถึงการหนีกลับไปอยู่ในสภาพอดีตที่เคยทำให้ตนมีความสุข ตัวอย่างเช่น เด็ก 2-3 ขวบ ที่ช่วยตนเองได้ มีน้อยใหม่ เห็นแม่ให้ความเอาใจใส่กับน้อง ความรู้สึกว่าแม่ไม่รักและไม่สนใจตนเท่าที่เคยได้รับ จะมีพฤติกรรมถดถอยไปอยู่ในวัยทารกที่ช่วยตนเองไม่ได้ ต้องให้แม่ทำให้ทุกอย่าง
5. การแสดงปฏิกิริยาตรงข้ามกับความปรารถนาที่แท้จริง (Reaction Formation) หมายถึงกลไกป้องกันตน โดยการทุ่มเทในการแสดงพฤติกรรมตรงข้ามกับความรู้สึกของตนเอง ที่ตนเองคิดว่าเป็นสิ่งที่สังคมอาจจะไม่ยอมรับ ตัวอย่างแม่ที่ไม่รักลูกคนใดคนหนึ่งอาจจะมีพฤติกรรมตรงข้าม โดยการแสดงความรักมากอย่างผิดปกติ หรือเด็กที่มีอคติต่อนักเรียนต่างชาติที่อยู่โรงเรียนเดียวกัน การจะแสดงพฤติกรรมเป็นเพื่อนที่ดีต่อนักเรียนผู้นั้นโดยทำตนเป็นเพื่อนสนิทเป็นต้น
6. การสร้างวิมานในอากาศ หรือการฝันกลางวัน (Fantasy หรือ Day dreaming) กลไกป้องกันตัวประเภทนี้เป็นการสร้างจิตนาการ หรือมโนภาพเกี่ยวกับสิ่งที่ตนมีความต้องการ แต่เป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นจึงคิดฝัน หรือสร้างวิมานในอากาศขึ้นเพื่อสนองความต้องการชั่วขณะหนึ่ง เป็นต้นว่านักเรียนที่เรียนไม่ดีอาจจะฝันว่าตนเรียนเก่ง มีมโนภาพว่าตนได้รับรางวัล มีคนปรบมือให้เกียรติ เป็นต้น
7. การแยกตัว (Isolation) หมายถึงการแยกตนให้พ้นจากสถานการณ์ที่นำความคับข้องใจมาให้ โดยการแยกตนออกไปอยู่ตามลำพัง ตัวอย่างเช่น เด็กที่คิดว่าพ่อแม่ไม่รักอาจจะแยกตนปิดประตูอยู่คนเดียว
8. การหาสิ่งมาแทนที่ (Displacement) เป็นการระบายอารมณ์โกรธ หรือคับข้องใจ ต่อคนหรือสิ่งของที่ไม่ได้เป็นต้นเหตุของความคับข้องใจ เป็นต้นว่า บุคคลที่ถูกนายข่มขู่หรือทำให้คับข้องใจ เมื่อกลับมาบ้านอาจจะใช้ภริยา หรือลูกๆ เป็นแพะรับบาป เช่น อาจจะมีพฤติกรรมก้าวร้าวต่อภริยาและลูกๆ นักเรียนที่โกรธครู แต่ทำอะไรครูไม่ได้ ก็อาจจะเลือกสิ่งของเช่น โต๊ะ เก้าอี้ เป็นสิ่งแทนที่ เช่น เตะโต๊ะเก้าอี้
9. การเลียนแบบ (Identification) หมายถึง การปรับตัว โดยการเลียนแบบบุคคลที่ตนนิยมยกย่อง ตัวอย่างเช่น เด็กชายจะพยายามทำตัวให้เหมือนพ่อ เด็กหญิงจะทำตัวให้เหมือนแม่ในการพัฒนาการขั้นฟอลลิคของฟรอยด์ การเลียนแบบนอกจากจะเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมือนบุคคลที่ตนเลียนแบบ แม้ยังจะยึดถือค่านิยมและมีความรู้สึกร่วมกับผู้ที่เราเลียนแบบในความสำเร็จ หรือล้มเหลวของบุคคลนั้น การเลียนแบบไม่จำเป็นจะต้องเลียนแบบจากบุคคลจริงๆ แต่อาจจะเลียนแบบจากตัวเอกในละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์โดยมีความรู้สึกร่วมกับผู้แสดง เมื่อประสบความทุกข์ ความเศร้าโศกเสียใจ หรือเมื่อมีความสุขก็จะพลอยเป็นสุขไปด้วย
          กลไกในการป้องกันตัวเป็นวิธีการที่บุคคลใช้ในการปรับตัว เมื่อประสบปัญหาความคับข้องใจ การใช้กลไกป้องกันตัวจะช่วยยืดเวลาในการแก้ปัญหา เพราะจะช่วยให้ผ่อนคลายความเครียดความไม่สบายใจ ทำให้คิดหาเหตุผลหรือแก้ไขปัญหาได้
          สรุปแล้วทฤษฎีของฟรอยด์เป็นทฤษฎีที่มีอิทธิพลมากทั้งทางตรงและทางอ้อม ผู้ที่มีความเชื่อและเลื่อมใสในทฤษฎีของฟรอยด์ ก็ได้นำหลักการต่างๆ ไปใช้ในการรักษาคนที่มีปัญหาทางบุคลิกภาพ ซึ่งได้ช่วยคนมากกว่ากึ่งศตวรรษ ส่วนนักจิตวิทยาที่ไม่ใช้หลักจิตวิทยาก็ได้นำความคิดของฟรอยด์ไปทำงานวิจัยเกี่ยวกับพัฒนาการทางบุคลิกภาพ จึงนับว่าฟรอยด์เป็นนักจิตวิทยาผู้มีอิทธิพลมากต่อพัฒนาการของวิชาจิตวิทยา (สุรางค์  โค้วตระกูล.  2544 : 37-39)[5]
               ทฤษฎีพัฒนาการของมนุษย์ ตามภูมิปัญญาของชาวล้านนาและอีสาน ซึ่งแสดงให้เห็นแนวความคิดที่คล้ายคลึงกันเกี่ยวกับเรื่องพัฒนาการของมนุษย์ดังนี้
   อีสาน    ล้านนา
   10 ปี อาบน้ำบ่หนาว    10 ปี๋ อาบน้ำบ่อหนาว
   ซาว (20) ปี เว้าสาวบ่อเบื่อ    ซาว (20) ปี๋ อู้สาวบ่ก่าย
   30 ปี ฮู้เมื่อก่อนไก่    30 ปี๋ บ่อหน่ายสงสาร
   40 ปี ไปไฮมาไกว์ขา    40 ปี๋ เยี่ยะก๋านเหมือนฟ้าผ่า
   50 ปี ไปนามาทอดฮุย    50 ปี๋ สาวน้อยด่าบ่อเจ็บใจ๋
   60 ปี เป่าขลุ่ยบ่อดัง    60 ปี๋  ไอเหมือนฟานโขก
   70 ปี เนื้อหนังคือน้ำฮ้อนลวก    70 ปี๋ มะโหกเต็มตัว
   80 ปี หนักหนวกมาหาหู    80 ปี๋ ใค่หัวเหมือนให่
   90 ปี พี่น้องมาดูฮ้องไห่    90 ปี๋ ขี้ไหลบู่ฮู้
   100 ปี ไข่กะตายบ่ไข่ตะตาย    100 ปี๋ ไข้ก่อต๋ายบ่ไข้ก่อต๋าย
หนังสืออ้างอิง
      เขียน  วันทนียตระกูล ,จิตวิทยาการศึกษา, ส.ทรัพย์การพิมพ์ : เชียงใหม่, 2545.
      สุรางค์  โค้วตระกูล, จิตวิทยาการศึกษา, กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544.
      เพราพรรณ  เปลียนภู่, จิตวิทยาการศึกษา, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, 2540.
      [1]เพราพรรณ เปลียนภู่, จิตวิทยาการศึกษา, (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, 2540), หน้า 53.
      [2]สุรางค์ โค้วตระกูล,มนุษยสัมพันธ์, (กรุงเทพมหานคร : ศูนย์ส่งเสริมวิชาการ, ม.ป.พ.), หน้า 40.
      [3]สุรางค์ โค้วตระกูล,จิตวิทยาการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544), หน้า 33-37.
      [4]สุรางค์ โค้วตระกูล,จิตวิทยาการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544), หน้า 36-37.

 

รวบรวมมาให้อ่าน ครับ